ข่าว

นับถอยหลังคดียึดทรัพย์"ทักษิณ"

นับถอยหลังคดียึดทรัพย์"ทักษิณ"

19 ก.พ. 2553

"แอมเพิลริช" เป็นบริษัทที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า เป็นเจ้าของและเข้ามาซื้อหุ้นชินคอร์ปจริง แต่ได้ขายต่อให้ "พานทองแท้" ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2544 แต่ที่มีปัญหาคือ "วินมาร์ค"

 บริษัทคู่แฝดของ "แอมเพิลริช" ที่ "คตส." เชื่อว่าเป็นของ "ทักษิณ" อีกเช่นกัน "แอมเพิลริชและวินมาร์ค" จดทะเบียนที่ "เกาะบริติชเวอร์จิน" เหมือนกัน เพราะเกาะนี้เป็นเขตปลอดภาษี โดยเส้นทางถือหุ้น "ชินคอร์ป" ของ "แอมเพิลริช" ตามคำชี้แจงของ "ทักษิณ" ก็คือขายหุ้น "ชินคอร์ป" ให้ "แอมเพิลริช" ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2544 แต่ "คตส." ไม่เชื่อ เพราะมีหลักฐานจาก "ธนาคารยูบีเอส สิงคโปร์" ที่ได้รับว่าจ้างให้ดูแลสิทธิประโยชน์ "แอมเพิลริชและวินมาร์ค" ระบุว่า "T.SHINNAVAT" เป็นผู้มีอำนาจและได้รับผลประโยชน์จาก 2 บริษัทตั้งแต่ปี 2542-2548 ก็คือช่วงที่ "ทักษิณ" เป็น "นายกรัฐมนตรี" ทั้งสมัยแรกและสมัยที่สอง

 สำหรับ "บริษัทวินมาร์ค" คตส.ถึงกับเชื่อว่า เป็นช่องโหว่ของ "ทักษิณ" ที่ไม่คิดว่าจะมีการสืบค้นไปถึง "กองทุนซินาตราทรัสต์" ได้ ซึ่งกองทุนนี้สำนวนของอัยการกล่าวหาว่าเป็นของ "ทักษิณ" โดยโครงสร้างของ "วินมาร์ค" จะถือหุ้น "ชินคอร์ป" คู่กับ "แอมเพิลริช" แต่เส้นทางของ "วินมาร์ค" จะซับซ้อนมากกว่า เพราะถือหุ้น "บริษัทเอสซี แอสเสท" ที่บริษัท "ชิน คอร์เปอเรชั่น" ถือหุ้นอยู่ด้วย จากนั้นจะมี "บริษัทบลูไดมอนด์" เข้ามาถือหุ้น "วินมาร์ค" 100% อีกชั้นหนึ่ง ก่อนที่จะจบด้วย "กองทุนซินาตราทรัสต์" ที่ถือหุ้น "บลูไดมอนด์" 100% เช่นกัน เรียกได้ว่าจาก "ชินคอร์ป" ไปถึง "ซินาตราทรัสต์" ที่เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ขั้นสุดท้าย มีการถือหุ้นโยงใยกันถึง 7 ชั้น

 หากกองทุน "ซินาตราทรัสต์" เป็นของ "ทักษิณ" จริง แล้วทำไม "ทักษิณ" จึงทำธุรกิจซับซ้อนซ่อนเงื่อน 7 ชั้น ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า เป็นเรื่องปกติของนักธุรกิจระดับนี้ แต่ปัญหาอยู่ที่ "ทักษิณ" เมื่อมาเป็น "นายกรัฐมนตรี" ต้องปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช.อย่างเคร่งครัด

 แนวทางการต่อสู้ของ "ฝ่ายทักษิณ" ยืนยันว่า "วินมาร์ค" ไม่ใช่ของ "ทักษิณ" เพราะมีหลักฐานรับรองจากศาลรัฐดูไบว่า "วินมาร์ค" เป็นของ "มาห์มูด โมฮัมหมัด อัลอันซารี" นักธุรกิจตะวันออกกลาง ส่วนประเด็นเอกสารจาก "ธนาคารยูบีเอส สิงคโปร์" ที่รายงานต่อ ก.ล.ต.ของไทยว่า "T.SHINNAVAT" เป็นผู้รับผลประโยชน์และเป็นเจ้าของเดียวกับ "บริษัทแอมเพิลริช" เป็นเพียงข้อมูลเรื่องการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินเท่านั้น แต่ไม่ได้ระบุ

เป็นเจ้าของเดียวกัน ส่วนระหว่างมีอำนาจ "ทักษิณ" ถูกกล่าวหาเข้าไปเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทในครอบครัวอย่างไร ? จะเสนอตอนต่อไป