ข่าว

"มาม่า"เดินเกมลุยลงทุนนอกบ้านตั้งเป้าปั้นรายได้หมื่นล้านใน2ปี-ชี้ตลาดไทยเริ่มอิ่มตัว

"มาม่า"เดินเกมลุยลงทุนนอกบ้านตั้งเป้าปั้นรายได้หมื่นล้านใน2ปี-ชี้ตลาดไทยเริ่มอิ่มตัว

18 ก.พ. 2553

มาม่าตั้งเป้าสร้างรายได้หมื่นล้านใน 2 ปี วางแผนขยายการลงทุนในต่างประเทศ มองตลาดในบ้านเริ่มอิ่มตัว ชี้ปีนี้ตลาดโตได้ดี แต่ห่วงต้นทุนการผลิตแพงขึ้น และผลกระทบจากอาฟตา

 นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธาน บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา “มาม่า” เปิดเผยว่า บริษัทมีเป้าหมายจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านบาท ภายใน 2 ปี โดยมีแผนจะขยายการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นกับบริษัทร่วมทุนในตลาดต่างประเทศในสัดส่วนที่มากกว่า 50% ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มทุนในโรงงานผลิตถ้วยกระดาษที่เฉิงตู ประเทศจีน และขณะนี้เตรียมลงทุนที่เมืองนานกิง

 นอกจากนี้ ยังตัดสินใจจะเข้าไปลงทุนในประเทศบังกลาเทศผ่านพันธมิตร ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจกระจายสินค้า เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มรายได้จากตลาดส่งออกให้แก่มาม่าได้อย่างมาก และบริษัทยังศึกษาตลาดในประเทศเวียดนาม เนื่องจากเชื่อว่าเวียดนามจะเป็นตลาดใหญ่ของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในอีก 2-3 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีมูลค่าตลาด 2 หมื่นล้านบาท

 "นโยบายลงทุนใหม่เป็นการขยายตลาดเพื่ออนาคตด้วย เนื่องจากเห็นว่าตลาดในประเทศเริ่มเข้าถึงจุดอิ่มตัว ดังนั้นการมองหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพทั้งในประเทศที่บริษัทได้เข้าไปลงทุนแล้ว คือ พม่า เขมร จีน รวมถึงกลุ่มประเทศใหม่ที่กำลังศึกษาตลาดอย่างใกล้ชิด เช่น อินเดีย และประเทศที่ได้ลงทุนใหม่คือ บังกลาเทศ และเมืองนานกิง จึงเป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้ในอนาคต" นายพิพัฒกล่าว 

 นายพิพัฒกล่าวว่า ผลประกอบการในปี 2552 บริษัทมีรายได้รวม 8,330 ล้านบาท เป็นรายได้จากการจำหน่ายมาม่า 7,400 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่าจากการที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยมีสัญญาณที่ดีขึ้น ประกอบกับพืชผลทางการเกษตรมีราคาดีขึ้น และตลาดแรงงานดีขึ้น คาดว่าจะส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจโดยภาพรวมมีการขยายตัวถึง 5% โดยมาม่าคาดว่าจากการเพิ่มกำลังการผลิตจะทำให้มาม่ามีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

 สถานการณ์ตลาดบะหมี่ในปีนี้นั้น จะยังมีการเติบโต แต่สิ่งที่น่ากังวลใจจะมาจากปัญหาเรื่องสภาวะอากาศ และราคาพืชผลทางการเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลของการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา ในสินค้าน้ำมันปาล์ม ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องกฎกติกา

 "เราไม่ได้ห่วงเรื่องจะเสียเปรียบหรือไม่ แต่ห่วงเรื่องความไม่แฟร์มากกว่า แม้ว่าราคาน้ำมันปาล์ม หลังอาฟตาจะตกลงมาอยู่ที่ 27-28 บาทต่อกิโลกรัมก็ตาม ส่วนแป้งสาลีซึ่งเป็นต้นทุนวัตถุดิบ จะใช้วิธีการบริหารจัดการในเรื่องการบริหารความเสี่ยงให้น้อยที่สุด ทั้งปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้" นายพิพัฒกล่าว