
ภาพลักษณ์ไทยทั้งเสื่อมทั้งทรุด
ไม่ต้องสงสัยว่าภาพลักษณ์ของประเทศไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวนักลงทุนนั้นตอนนี้ย่ำแย่ และยิ่งใกล้ 26 กุมภาพันธ์ มีข่าวคราวมากมาย คำเตือนจากสถานทูตต่างประเทศไม่ให้คนของเขามาเที่ยวหรือว่ามาใกล้เขตกรุงเทพฯ ยิ่งทำให้โอกาสที่ไทยจะแข่งขันกับใครต่อใครน
กระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงผลสำรวจของ เมเบิล คอร์ป ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงอังกฤษ ที่ระบุว่าประเทศไทยติดอันดับ 9 ที่เสี่ยงภัยก่อการร้าย บอกว่าเรื่องนี้เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์หรือการท่องเที่ยวโดยรวมของไทย นี่เป็นปัญหาซ้ำเติม เพราะว่าอันดับ 9 ที่ว่านี้เป็นความเสี่ยงทางด้านภัยก่อการร้าย นี่ไม่นับคำเตือนต่างๆ ของรัฐบาลต่างประเทศเกี่ยวกับเหตุการณ์ 26 กุมภาพันธ์ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ
คุณธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ บอกว่าผลสำรวจนี้จะเน้นน้ำหนักในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่สะท้อนถึงภาพรวมของสถานการณ์ของประเทศไทย จะเห็นว่าจำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย ปี 2552 มีทั้งหมด 14 ล้าน และยอดนักท่องเที่ยวไม่ลดลงจากปีก่อน
นอกจากนี้หลายประเทศยังจัดให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศยอดนิยม และล่าสุดนิตยสารคอนดินาส แทรปเวลเลอร์ ของสหรัฐ มอบรางวัล รีดเดอร์ชอยส์ อวอร์ด ให้แก่ประเทศไทยอีกด้วย แต่กระทรวงการต่างประเทศขอตรวจสอบรายละเอียดของรายงานที่ว่านี้ก่อนที่จะทำหนังสือชี้แจง
ทั้งหมดนี้เป็นข่าวไม่ดีในแง่ที่ว่าภาพลักษณ์ประเทศชาติกำลังอยู่ในภาวะที่ใกล้ๆ กับมิคสัญญี
ต่างประเทศมองไทยเป็นประเทศที่ล้มเหลวมากขึ้นทุกวัน ฉะนั้นเป็นภาระหน้าที่ของคนทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ที่กระทำการทั้งข่มขู่ ทั้งคุกคามกระบวนการยุติธรรม และที่กำลังพยายามสร้างความสับสนปั่นป่วนทำให้ต่างประเทศมองว่าประเทศไทยกำลังจะเกิดความรุนแรง และไม่มีทีท่าว่ากระบวนการประชาธิปไตยระบบรัฐสภาจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้
ถ้าหากภาพของประเทศไทยออกไป ว่าไม่สามารถใช้กระบวนการยุติธรรมภายใต้กระบวนการประชาธิปไตยที่ถูกต้องแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองได้ ก็แปลว่าเรายิ่งวัน ยิ่งจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวไม่มีใครคบค้าด้วย และไม่มีใครอยากจะมาค้าขายมาเที่ยวด้วย ผลเสียหายเกิดกับทุกคน
แม้กระทั่งคนที่คิดว่าตัวเองจะได้ชัยชนะจากการใช้ความรุนแรง ก็จะต้องตกอยู่ในภาวะที่เสียหายและต้องรับผิดชอบต่อหายนะของชาติอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้
สุทธิชัย หยุ่น



