ข่าว

สุรเกียรติ์แนะให้นำองค์ความรู้แก้ไขขัดแย้ง

สุรเกียรติ์แนะให้นำองค์ความรู้แก้ไขขัดแย้ง

18 ก.พ. 2553

“สุรเกียรติ์” แนะให้นำองค์ความรู้แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ชี้สังคมไทยแตกแยกจนไม่มีใครกล้าแสดงความเห็น กลัวถูกมองเลือกข้าง ขณะที่ “ธงทอง” ระบุหน่วยงานวิชาการต้องให้ความรู้อย่างปราศจากอคติ โดยสังคมต้องเปิดใจรับฟังอย่างมีสติ

 (18ก.พ.) ในการเสวนาเรื่อง “ขอพื้นที่ให้สติและปัญญาบ้าง” จัดโดยคณะนิติศาสตร์คณะกรรมการนิสิตคณะนิติศาสตร์ ร่วมกับสมาคมนิสิตเก่าคณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า บ้านเมืองขณะนี้มีความเห็นที่แตกต่างกันค่อนข้างสูง เป็นการแตกแยกทางสังคมซึ่งเกิดตั้งแต่ปี 2549 ยืนยันว่าการพูดวันนี้ เป็นการพูดที่ไม่ฝักฝ่าย ไม่เลือกข้าง เป็นการพูดที่เห็นตรงกันว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแสดงความเห็นทางวิชาการ พูดด้วยเหตุผล ไม่ต้องถูกตีตราว่าเป็นฝ่ายใด ไม่เช่นนั้นองค์ความรู้จะไม่สามารถขับเคลื่อนเข้ามาแก้ไขปัญหาสังคมได้ ทั้งนี้ ความแตกแยกทางสังคมก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะด้านการต่างประเทศ คือ ทำให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยการแสดงออกทางการทูตที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมาจากความขัดแย้งภายในประเทศของเราเอง

 นายสุรเกียรติ์ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยขาดบทบาทที่สร้างสรรค์ในการทำงานต่างประเทศ เป็นประธานอาเซียน มีโอกาสได้พบผู้นำกับหลายประเทศ แต่ไม่สามารถสร้างบทบาทความเป็นผู้นำที่ชัดเจนได้ จัดประชุมหลายครั้งก็ล่ม จากเดิมบุคคลิกประเทศไทยเป็นมิตรกับประเทศต่างๆ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นประเทศที่มีปัญหาเอง ทำให้ขาดความมั่นใจจากต่างประเทศ ทั้งนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว จากหลายเหตุการณ์ที่มีความรุนแรง ทำให้ขาดพลังการแก้ไขปัญหาการต่างประเทศ

 “สังคมไทยเผชิญหน้าทางด้านกฎหมายต่างๆ มากขึ้น มีการฟ้องร้องกันมากโดยเฉพาะเรื่องหมิ่นประมาท ขณะเดียวกันมีการเผชิญหน้ากันมากขึ้น ให้อภัยกันน้อยลง ใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่มีทางออก ทำให้พลังดีๆ และปัญญาของสังคมถูกตรึงอยู่กับที่ ไม่สามารถดึงออกมาใช้เตือนสติใครในสังคมได้ สังคมไทยจึงกลายเป็นสังคมที่ไม่สามารถเตือนสติใครได้ ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นจะคงอยู่ไปอีกนาน จึงอยากเรียกร้องให้นำองค์ความรู้ออกมาเพื่อใช้ชี้นำสังคม” นายสุรเกียรติ์ กล่าว

 นายธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมสังคมไทยขณะนี้มีความคิดไม่เป็นเหตุไม่เป็นผล มีความเชื่อในทางที่ผิดหลายเรื่อง เช่นเดียวกับการแสดงความเห็นของนักวิชาการ ไม่มีใครนำมาเนื้อหาสาระมาวิเคราะห์ว่ามีอะไรที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ แต่กลับไปดูว่าใครที่ออกมาแสดงความเห็นเป็นพวกใคร ต้องทำเกิดเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งนักวิชาการเองถูกจำกัดการแสดงความเห็นโดยรัฐธรรมนูญ หรือแม้กระทั่งตัวนักวิชาการเองก็จะจำกัดตัวเอง หากเรื่องที่จะพูดส่งผลกระทบต่อเรื่องที่มีผลต่อจิตใจคนส่วนใหญ่ ดังนั้น ควรมีหน่วยงานทางวิชาการและนักวิชาการที่เป็นองค์กรมาให้ความรู้ เพื่อให้ประชาชนนำมาประกอบการตัดสินใจ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง ไม่มีอคติ และคนในสังคมต้องเปิดใจรับฟัง มีสตินำข้อมูลของทุกฝ่ายมาใช้ในการตัดสินใจ