
มันอยู่ในตัวคุณ?
ผมกลับบ้านนอกไปไหว้บรรพบุรุษ สิ่งที่ถูกถามมากที่สุดจากญาติพี่น้องคือ "จะยึดหรือเปล่า"
ด้วยเข้าใจว่าเราเป็นนักข่าว คงรู้ลึกกว่าคนอื่น ผมก็ตอบไปตรงๆว่า "ไม่รู้" เพราะไม่มีใครไปล่วงรู้ได้หรอกว่า องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ จะตัดสินอย่างไร?
ที่พูดที่เขียนกันอยู่ทุกวันนี้ มันก็ทำตัวเป็น "โหราจารย์" กันทั้งนั้นแหละ
สัปดาห์ก่อน ในคอลัมน์ "เธอ*เขา*เรา*ผม" โตมร ศุขปรีชา คอลัมนิสต์ระดับบรรณาธิการ เขียนเรื่อง "เหลืองที่ไม่เอาอำมาตย์ และแดงที่ไม่เอาทักษิณ" (เนชั่นสุดสัปดาห์) อ่านแล้วก็ได้แง่คิดในเรื่อง "ระบบอุปถัมภ์" กับสังคมไทย
"ถ้าอยากจะ 'พ้นทุกข์' ผมว่าอย่างแรกสุด เราต้อง 'มองให้เห็น' กันเสียก่อน ว่าทั้งระบอบอำมาตย์ และระบอบทักษิณ ต่างก็เป็นระบบอุปถัมภ์ทั้งคู่"
ผมเชื่อว่าหลายคงเห็นแย้งกับโตมร ในข้อความข้างต้นนี้ แต่ผมเห็นด้วย และเคยเขียนในคอลัมน์นี้มาแล้วในประเด็น "ศักดินารากหญ้า" เมื่อปลายปีที่แล้ว
เขายังให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับระบบอุปถัมภ์ ที่ต่างจากการสรุปรวบยอดของ "แดงซ้ายจัด"
"ลักษณะสำคัญของระบบอุปถัมภ์ที่เราไม่ค่อยมองกันก็คือ มันจะอยู่ไม่ได้ ถ้ามีแค่ผู้อุปถัมภ์ เพราะมันต้องการผู้ 'ถูกอุปถัมภ์' ด้วย..นักการเมืองประชานิยมก็เหมือนกัน ถ้าอยากจะสถาปนาตัวเองเป็นผู้อุปถัมภ์ ก็ต้องได้รับการอุปถัมภ์จากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเสียก่อน"
หากเป็นสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมบนจีนแผ่นดินใหญ่ ความคิดแบบโตมร คือ "หญ้าพิษ" แต่เมื่อฟังเขาอธิบายขยายความ ก็น่ารับฟัง
"โดยนัยนี้ ผู้ถูกอุปถัมภ์จึงมีสถานะเป็นผู้อุปถัมภ์ของผู้ถูกอุปถัมภ์ด้วย (งงไหมครับ) ชาวนายากจนเป็นผู้อุปถัมภ์คนที่พวกเขาต้องยกมือปลกๆ กราบไหว้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้านที่เคยให้ความช่วยเหลือ กำนัน ผู้แทนฯ ไปจนถึงเจ้าพ่อในท้องถิ่น} พนักงานบริษัท (ที่ไม่กล้าตั้งสหภาพแรงงาน เพราะคิดว่าเจ้าของบริษัทเป็นผู้มีบุญคุณอุปถัมภ์ตัวเอง) ก็อุปถัมภ์เจ้าของบริษัทอยู่, คุณนายหาเงินเรี่ยไรมาให้คุณหญิงทำกุศล, นายสิบหาเงินมาให้นายร้อย และสูงขึ้นไปใน 'ชั้น' ของ 'ชน' ในสังคมนี้ ต่างก็เป็นเช่นนี้ส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ เพราะต่างก็ตกอยู่ใต้ระบบอุปถัมภ์ทั้งสิ้น โดยไม่เคยตระหนักเลยว่า-ผู้ถูกอุปถัมภ์ก็คือผู้อุปถัมภ์ด้วย"
ฉะนั้นใครที่คิดว่า บริษัทเอกชน ที่มีระบบการบริหารงานสมัยใหม่ จะไม่มีกลิ่นอายระบบอุปถัมภ์ ขอเถียงว่า ไม่จริง!
เราคงได้ยินข่าว เจ้าของบริษัทซื้อรถเก๋งเป็นโบนัสให้พนักงานดีเด่น แต่มีเงื่อนไข "อีกสามปีข้างหน้า จึงจะโอนให้"
เท่ากับว่าพนักงานคนนั้นจะต้องสวามิภักดิ์ต่อองค์กรไปอีกอย่างน้อยสามปี และเจ้าของบริษัทก็ตระหนักในความภักดีที่ "ทำกำไร" ให้บริษัท จึงตอบแทนลูกน้อง
มันมีตัวอย่างอีกเยอะ ที่จะมายืนยันถึงข้อสรุปที่ว่า "ผู้ถูกอุปถัมภ์ก็คือผู้อุปถัมภ์ด้วย"
บางคนเรียกร้องให้ "โค่นอำมาตย์" แต่ตัวเขาเองยังทำตัวเยี่ยง "อำมาตย์" อวดอ้างผลงานในอดีต ประหนึ่งว่าคนเหล่านี้ตกเป็นหนี้ชีวิตเขาตลอดไป
ประสบการณ์ส่วนของผมในช่วงเวลาหนึ่ง ก็เจอมากับตัวเอง เมื่อเผชิญหน้ากับ "เผด็จการ" ในร่างของนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์
จึงคิดอยู่เสมอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเรา หากยังปลดปล่อยจิตใจให้เป็นอิสระไม่ได้ ก็อย่าด่วนออกไปตามขบวนแห่ทางการเมือง
เพราะมีโอกาสพลาดพลั้ง ตกเป็นเหยื่อแห่งเกมอำนาจได้ทุกโมงยาม!
แคน สาริกา



