ข่าว

ขู่มือฉกลูกปัดสริยเทพโทษติดคุก7ปีปรับ7แสน

ขู่มือฉกลูกปัดสริยเทพโทษติดคุก7ปีปรับ7แสน

11 มี.ค. 2552

ผบช.น.วอนคนในภาพสเก็ตช์ เข้าให้ข้อมูลมือดีฉกลูกปัดโบราณ ยันแค่เป็นคนอยู่ใกล้สุด ยังไม่ใช่ผู้ต้องหา ด้านกรมศิลป์จัดสัมมนาลูกปัดสริยเทพ ชี้เมืองไทยมี 10 เม็ด เมินตั้งราคาหวั่นส่งผลดี-เสีย พร้อมขู่หัวขโมยมีโทษจำคุก 7 ปี ปรับ 7 แสนบาท

เมื่อวันที่ 14.30 น.วันที่ 11 มีนาคม พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวถึงการติดตามตัวคนร้ายและลูกปัดที่เรียกกันติดปากว่าลูกปัดสุริยเทพกลับคืนมา โดยขอความร่วมมือผู้ที่พบเห็นบุคคลต้องสงสัยตามภาพสเก็ตช์ที่แจกจ่ายไปให้แจ้งเบาะแสต่อตำรวจได้ตลอดเวลา หรือหากเจ้าตัวพบเห็นภาพที่ปรากฏตามสื่อก็สามารถแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ได้ เพราะเป็นเพียงผู้ต้องสงสัยที่อยู่ใกล้ตู้โชว์ ณ ช่วงเวลาเกิดเหตุที่เชื่อว่าลูกปัดสูญหายไปเท่านั้น ยังไม่ได้ตกเป็นผู้ต้องหาแต่อย่างใด
 "คนในภาพสเก็ตช์เป็นคนที่อยู่ใกล้เหตุการณ์มากที่สุด ระบบกล้องวงจรปิดสามารถตรวจสอบเวลาที่ลูกปัดหายไปได้ พบว่าช่วงก่อนและหลังลูกปัดหายคนที่อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์มากที่สุดก็คือคนที่ภาพกล้องวงจรปิดบันทึกเอาไว้ได้ แต่ไม่สามารถมองเห็นใบหน้า จึงต้องอาศัยคนที่อยู่ใกล้และเห็นชายคนนี้ เราอยากเจอและเชิญตัวมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โดยเป็นคนที่มาพร้อมกับเด็กชายอีกคนใกล้กับช่วงเวลาที่ของหายไป ปกติคนที่เข้าชมจะลงทะเบียน แต่ไม่ได้บังคับ คนในภาพสเก็ตช์นั้นเรายังไม่ทราบว่าเป็นใคร ดูชื่อก็ไม่ชัดเจนว่าลงไว้หรือไม่ หากเจ้าตัวหรือญาติทราบก็ขอความร่วมมือให้มาพบตำรวจด้วย จะเป็นประโยชน์ในการติดตามลูกปัดกลับคืนเจ้าของ" พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าว
 ทั้งนี้ ตู้โชว์ลูกปัดจะมีแว่นขยายติดอยู่ด้านหน้า มีกระจกกั้น ลูกปัดเสียบอยู่ตรงกลาง มีการเจาะรูเอาไว้สำหรับให้ประชาชนดูจากเลนส์ขยายจะได้ชัดเจนขึ้น ผบช.น.ระบุว่าเลนส์ตัวนี้สามารถดันออกได้ คนที่ขโมยลูกปัดไปเพียงเอามือล้วงเข้าไปในช่องดังกล่าว ภายหลังสถาบันพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ได้แก้ไขด้วยการเอากระจกหนามาแปะทับอีกชั้นหนึ่งแล้ว 
 วันเดียวกัน กรมศิลปากรและมิวเซียมสยาม ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมและส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมจัดเสวนาวิชาการเรื่อง "ลูกปัด : องค์ความรู้และการปกป้องคุ้มครอง" มีการนำเสนอความรู้เกี่ยวกับภาพรวมของวัฒนธรรมลูกปัด โดยนายพิสิฐ เจริญวงศ์ ผอ.ภูมิภาคโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ (สปาฟา) ลูกปัดกับวิถีชีวิตและความเชื่อ โดยนางณัฎฐภัทร จันทวิช และเส้นทางสายลูกปัด โดย ร.อ.บุญยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต
 นอกจากนี้ ยังมีเวทีอภิปรายเรื่อง "มุมมองลูกปัดหลากหลายมิติ" โดยมี นพ.บัญชา พงษ์พานิช ผู้นำลูกปัดที่ใช้ชื่อว่าสุริยเทพมาจัดแสดง ร่วมอภิปรายด้วย แต่ไม่กล่าวถึงลูกปัดหน้าคนที่มีผู้หลงใหลลูกปัดโบราณกล่าวแย้งว่า แท้ที่จริงแล้วลูกปัดที่สูญหายไปน่าจะเป็นเพียงลูกปัดหน้าคนที่พบเห็นได้ในตลาดสากลทั่วไป เพียงแต่อภิปรายภาพรวมของลูกปัดแก้วโบราณทางภาคใต้ ที่เริ่มศึกษาค้นคว้าและรวบรวมมา 4 ปี และค้นพบว่าคนไทยผูกพันกับลูกปัด 5 ประการ คือ 1.ชื่นชอบว่าสวยงาม มีปริศนา และการค้าขาย 2.สนใจประวัติศาสตร์ของลูกปัดโบราณ 3.ศึกษาพัฒนาการและเทคโนโลยีการผลิต 4.มองลูกปัดเป็นเพียงลูกหิน และ 5.เห็นรู้ว่าเป็นลูกปัดก็เป็นเช่นนั้นเอง นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าทางภาคใต้ของไทยเป็นแหล่งผลิตลูกปัดแก้วด้วย
 ขณะเดียวกัน ก็มีเวทีอภิปรายเรื่อง "การปกป้องคุ้มครองลูกปัดอย่างยั่งยืน" โดย รศ.สายันต์ ไพรชาญจิตร์ คณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และ น.ส.มาลีภรณ์ คุ้มเกษม นิติกร กรมศิลปากร
 รศ.สายันต์มองว่า ขณะนี้กระแสสังคมกำลังให้ความสำคัญลูกปัดโบราณในแง่ของมูลค่า ราคา มากกว่าคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ทั้งที่ลูกปัดมีความเชื่อมโยงเกี่ยวกับคนทุกคน ต้องทำให้ลูกปัดเก่ามีความหมายร่วมกันทุกสังคม และปกป้องรักษาโบราณวัตถุเป็นหน้าที่ของทุกคน
 ด้าน น.ส.มาลีภรณ์ กล่าวว่า ลูกปัดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโบราณวัตถุ ตามกฎหมายโบราณวัตถุ โบราณสถาน ฯลฯ พ.ศ.2504 ซึ่งมีการแก้ไขปรับปรุงเพียงแค่ครั้งเดียวในปี 2535 ตามมาตรา 24 ที่เกี่ยวข้องกับลูกปัดโบราณ กำหนดโทษผู้เก็บและขุดพบต้องส่งมอบพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นจะต้องโทษทางอาญาจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 7 แสนบาท