ข่าว

รบ.เรียกสื่อทำความเข้าใจเสนอข่าวช่วงม็อบแดง

รบ.เรียกสื่อทำความเข้าใจเสนอข่าวช่วงม็อบแดง

18 ก.พ. 2553

รัฐบาลเรียกสื่อมวลชนทำความเข้าใจการเสนอข่าวช่วงม็อบแดงชุมนุม เน้นชี้แจงกระบวนการพิจารณาคดียึดทรัพย์ ด้าน หน่วยงานมั่นคง ยัน เตรียมพร้อมรับมือทุกขั้นตอน

 เมื่อเวลา 15.00 น.  วันที่ 18  ก.พ.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยในการรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงการพิจารณาคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย พล.ต.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล และมาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าฯ กทม. มาร่วมชี้แจงขั้นตอนการทำงานและการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานให้กับสื่อมวลชนแขนงต่างๆได้รับทราบ

 นายสาทิตย์ กล่าวว่า รัฐบาลเห็นว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีการกระจายข่าวในลักษณะที่อาจจะสร้างความสับสนและความเข้าใจผิด หากไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างทันท่วงทีอาจจะกลายเป็นเงื่อนไขที่บางฝ่ายจะนำไปสู่การสร้างความรุนแรงได้

 นายสาทิตย์ กล่าวว่า ในส่วนของรัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ระหว่างวันนี้ถึงวันที่ 26 ก.พ. ที่เป็นวันพิจารณาคดียึดทรัพย์ และช่วงเวลาหลังจากที่มีการพิจารณาคดียึดทรัพย์แล้ว ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการชุมนุมเกิดขึ้นได้ ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีการพยายามสร้างข่าวขึ้นมาหลายข่าว หลายรูปแบบ ในลักษณะที่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง เช่น กรณีที่มีการตัดต่อคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีมาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังจะมีแผนใช้ความรุนแรง การออกมาให้ข่าวว่ารัฐบาลมีแผนลับและมีการเผยแพร่เอกสารในที่ประชุม ทั้งๆที่เป็นเอกสารปกติธรรมดา แต่ออกมาบอกว่าเป็นแผนลับ มีเนื้อหา 37 หน้า และการแถลงกับเนื้อหาในเอกสารก็ไม่ตรงกัน นอกจากนั้นยังมีการพูดกันว่ารัฐบาลเตรียมแผนสร้างสถานการณ์เพื่อนำไปสู่การยึดอำนาจและการใช้กฎหมายที่รุนแรงมากขึ้น ถือว่าเป็นการสร้างข่าวสารที่ต้องการให้เกิดความสับสนและเป็นเงื่อนไขการชุมนุมที่บานปลายในอนาคตได้

 “ รัฐบาลยืนยันว่าการเตรียมการของรัฐบาลนั้นมีเป้าหมายสูงสุดคือป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากฝ่ายใดก็ตาม ต้องการให้มีการบังคับใช้กฎหมายและสร้างความสงบให้กับสังคม ป้องกันภัยให้กับประชาชนด้วยวิธีการที่อยู่ภายใต้กฎหมาย และอยู่ภายใต้หลักสากลทุกประการ และการตั้งคณะกรรมการ คตม.ขึ้นมานั้นเป็นคณะทำงานที่เป็นการทำงานโดยปกติ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเข้ามาทำงานอยู่แล้ว แต่ตั้งขึ้นเพื่อติดตามประเมินสถานการณ์และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถรับนโยบายไปดำเนินการได้ สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.นั้น จะมีหลายรูปแบบและมีเป้าหมายเพื่อหวังผลทางการเมือง โดยจะจัดชุมนุมทั้งใน กทม.และภูมิภาค และมีความพยายามที่จะใช้ข่าวสารสร้างความสับสน บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือรุกทางการเมือง แม้กระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณก็มีความเคลื่อนไหวถี่ขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามอยู่แล้ว” นายสาทิตย์ กล่าว

 นายสาทิตย์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถชี้แจงทำความเข้าใจได้ ก็คาดว่าการหยิบยกเงื่อนไขบางอย่างมาสร้างสถานการณ์ที่อาจจะบานปลายไปสู่ความรุนแรงได้ยาก โดยเฉพาะการชี้แจง 2 เรื่อง คือ 1.กระบวนการยุติธรรม เพราะคดียึดทรัพย์ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ เป็นการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นศาลที่เป็นแนวคิดอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และมีกฎหมายรองรับเฉพาะ และที่สำคัญรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่ฝ่าย นปช.โจมตีมาตลอดนั้นทำให้ศาลดังกล่าวสามารถเอาข้อมูลที่ถือว่าเป็นข้อมูลใหม่หยิบยกขึ้นมาพิจารณาได้อีก และ 2.องค์คณะผู้พิพากษาจะแตกต่างจากคดีอาญาปกติ เพราะต้องมีองค์คณะ 9 คน โดยเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และต้องเป็นองค์คณะครบทั้ง 9 คน และแต่ละคนเป็นผู้พิพากษามาไม่ต่ำกว่า 30 ปี เชื่อว่าการสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ จะทำให้สาธารณชนเข้าใจได้ ที่สำคัญศาลดังกล่าวได้ตัดสินคดีสำคัญๆหลายคดี เช่น คดีทุจริตเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนั้นจะต้องเร่งสร้างความเข้าใจเพื่อไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมสร้างข่าวสารที่บิดเบือนใช้เป็นเงื่อนไขในการสร้างสถานการณ์

 ด้านพล.ต.ดิฏฐพร กล่าวว่า ในส่วนของ กอ.รมน.ได้เตรียมแผนการทำงานเอาไว้ 3 ขั้นตอน คือ 1.ใช้กฎหมายปกติ ในกรณีที่ยังอยู่ในขีดความสามารถที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดูแลเหตุการณ์ได้ตามที่กฎหมายกำหนด โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดูแลเหตุการณ์ในพื้นที่นั้นได้ และเมื่อสถานการณ์ยกระดับขึ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถขอให้ทหารร่วมเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานได้ 2.ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม. และ 3.หากสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นอย่างเช่นเหตุการณ์เดือน เม.ย. 2552 มีการเผารถยนต์ ก่อวินาศกรรม ข่มขู่ ทำให้ประชาชนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ กอ.รมน.ก็จะมีการประเมินสถานการณ์และเสนอให้รัฐบาลใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

 ด้านพล.ต.อ.ปิยะ กล่าวว่า ขณะนี้บ้านเมืองยังอยู่ในสถานการณ์ปกติและเจ้าหน้าที่สามารถดูแลสถานการณ์ได้ โดยได้ขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งทหาร กทม. ฝ่ายปกครอง ร่วมกันเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานในการดูแลความสงบเรียบร้อย และถ้าในพื้นที่ใดมีการชุมนุมจากจำนวนคนมากๆ หรือระดมคนเข้ามาชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆ การดูแลก็จะยกระดับจากสถานีตำรวจขึ้นมาสู่ตำรวจภูธรจังหวัดหรือกองบังคับการ ซึ่งจะมีการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและจุดตรวจ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของมวลชนอย่างใกล้ชิด และสำรวจพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งจัดทำแผนในการปฏิบัติงาน ดังนั้นในระหว่างนี้ประชาชนอาจจะไม่ได้รับความสะดวกบ้าง โดยเฉพาะเวลากลางคืนที่มีการตั้งจุดตรวจเพิ่มมากขึ้น โดยจุดตรวจแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 1.จุดตรวจเป็นห้วงเวลา ระหว่าง 22.00-05.00 น. จะมีทั้งหมด 168 จุด ทั่วพื้นที่ กทม. ที่เป็นลักษณะเครือข่ายโยงไยเป็นไยแมงมุม 2.จุดตรวจ 24 ชั่วโมงในพื้นที่ กทม.ชั้นในและปริมณฑล โดยกำหนดเป็น 5 จุดหลัก คือ 1.บริเวณหน้ารัฐสภา ถ.แยกอู่ทองใน 2.หน้ากระทรวงการต่างประเทศ 3.แยกนางเลิ้ง 4.ศาลฎีกา และ 5.แยกสี่เสาเทเวศร์

 พล.ต.อ.ปิยะ กล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่เป้าหมายซึ่งเป็นสถานที่สำคัญและบ้านพักบุคคลสำคัญ จำนวน 48 จุด ในเขต กทม. และปริมณฑลอีก 20 จุดนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปดูแลเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งทุกจุดมีแนวทางปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกันคือมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และติดตามสถานการณ์ทุกวัน โดยในแต่ละจังหวัดได้มีการเปิดศูนย์ติดตามความเคลื่อนไหวตลอดเวลา และมอบหมายให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา สบ. 10 ในฐานะรอง ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นผู้รับผิดชอบ จึงขอให้มั่นใจว่าตำรวจดูแลสถานการณ์ได้ และขอความร่วมมือจากประชาชน

 นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทราบว่ามีประชาชนแสดงความประสงค์ที่จะช่วยแจ้งข้อมูล เบาะแสต่างๆ เข้ามายังทำเนียบรัฐบาลเป็นจำนวนมา ทางคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง(คตม.) จึงเห็นตรงกันว่าควรเปิดศูนย์รับแจ้งเหตุหรือเบาะแส เพราะก่อนหน้านี้มีกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ที่เกิดเหตุปะทะระหว่างชาวบ้านย่านนางเลิ้ง และการปะทะระหว่างประชาชนทั่วไปกับกลุ่มคนที่มาชุมนุมปิดถนน ซึ่งหากมีการแจ้งเหตุเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไประงับเหตุได้ทัน อาจช่วยทำให้สถานการณ์เบาบาลงได้ รัฐบาลจึงประสานกับทางกทม. เปิดศูนย์รักษาความปลอดภัยกรุงเทพมหานคร สายด่วน 1555 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะเปิดรับแจ้งข้อมูลต่างๆได้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.นี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตามเป้าหมายของการเปิดศูนย์เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการช่วยกันเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์

 นายสาทิตย์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องขอความร่วมมือจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะสื่อต่างๆ เกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลและการชี้แจงกระบวนการทำหน้าที่ของศาลในการตัดสิน คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่น ล้านบาท อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้นำเรื่องนี้ไปบิดเบือนและเป็นเงื่อนไขนำไปสู่ความรุนแรง ดังนั้นหากหน่วยงานใดติดใจสงสัยสามารถสอบข้อมูลที่ถูกต้องไปยังสำนักงานคณะ กรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด กระทรวงยุติธรรม ตามที่คตม.ได้ประสานได้ตลอด ทั้งนี้ยอมรับว่ากังวลเกี่ยวกับการนำเสนอของวิทยุชุมนุมเพราะที่ผ่านมาบาง ครั้งมีการนำเสนอที่พาดพิงสถาบัน หรือส่อไปในทางที่ไม่เหมาะสม รัฐบาลจึงประสานไปที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) เฝ้าติดตามการนำเสนอเนื้อหา หากพบว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ

 นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางกรมประชาสัมพันธ์ได้ทำหนังสอบถามไปยังศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขออนุญาตทำการถ่ายทอดสัญญาณเสียงการตัดสินคดียึดทรัพย์ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ผ่านทางช่อง 11 และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยรวมทั้งสถานีลูกข่าย จะซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำตอบจากศาล หากศาลอนุญาตก็จะแถลงข่าวให้ทราบต่อไปเพื่อให้สื่อที่สนใจสามารถพ่วงสัญญาณ ไปออกอากาศให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป

 ด้านพญ.มาลินี กล่าวว่า ประชาชนสามารโทรศัพท์เข้ามาแจ้งเหตุหรือข้อมูลเบาแสได้ฟรี ซึ่งศูนย์ดังกล่าวจะเป็นการทำงานทางกทม.จะประสานเชื่อมโยงกับโทรศัพท์ของหน่วยงานอื่นเพื่อร่วมมือกันในการทำงาน เช่น หากมีประชาชนแจ้งเหตุเข้ามาทางศูนย์ ก็อาจประสาน 191 ช่วยตรวจสอบต่อไป