ข่าว

วาระเร่งด่วน!

วาระเร่งด่วน!

18 ก.พ. 2553

ได้รับการยืนยันอีกครั้งจาก "ปณิธาน วัฒนายากร" รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และโฆษกรัฐบาล และ "พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค" รมว.ยุติธรรม เกี่ยวกับพบว่า "มีการขนเงินเข้าประเทศมากผิดปกติ"

 โดยเฉพาะการขนเงินสดเข้ามาตามแนวตะเข็บชายแดน และด่านต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินจากการเล่นการพนันและการกระทำผิดกฎหมายที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน!

 ก่อนหน้านี้ "โฆษกรัฐบาล" เคยออกมาให้ข่าวเรื่องนี้แล้ว แต่ถูก "คนเสื้อแดง" ท้าทายให้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางเงินดังกล่าวว่าไปเข้าบัญชีของ "แกนนำเสิ้อแดง" คนไหน หลังจากถูกมองว่าเป็น "เงิน" ที่คาดว่าจะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

 โดยเฉพาะช่วงการพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี

 จากนั้น "ปณิธาน" ออกมากล่าวทำนองว่าอาจจะเป็นเงินที่จะนำมาลงทุนในประเทศก็ได้ ทำให้เรื่องนี้เงียบไปได้ 2-3 วัน

 จนกระทั่ง "คณะกรรมาธิการกฎหมายยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร" ที่มี "ประชา ประสพดี" ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ได้เชิญ "ปณิธาน" ตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย มาชี้แจงกรณีดังกล่าว

 โดย "ปณิธาน" ได้ยืนยันต่อกรรมาธิการว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง และได้ข้อมูลมาจากฝ่ายความมั่นคง ส่วนรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากฝ่ายบริหารไม่ต้องการไปเร่งรัดการทำงานของหน่วยงานด้านความมั่นคง

 ซึ่งสอดคล้องกับ "พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค" รมว.ยุติธรรม ในฐานะที่กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก ดีเอสไอ ซึ่งร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า มีการขนเงินสดเข้ามาตามแนวชายแดนมากผิดปกติจริงและยังพบการโอนเงินผ่านสถาบันการเงินสูงกว่าปกติ และกำลังตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และป้องกันเป็นประเด็นทางการเมือง

 หากวิเคราะห์จากข้อมูลที่ "หน่วยงานความมั่นคง" ได้รับทราบมาถือว่าฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมีทุกอย่างอยู่ในมือครบ "ฝ่ายยุทธศาสตร์" ซึ่งกำหนดเป้าหมายในการทำงาน "ฝ่ายยุทธวิธี" เป็นหน่วยปฏิบัติในการเคลื่อนการชุมนุมมวลชน "กลุ่มที่ใช้ความรุนแรง" เป็นหน่วยรบ "กลุ่มแกนนำต่างจังหวัด" จะชุมนุมตามสถานที่ต่างๆ  และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ "เงิน" ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ทุกฝ่ายเคลื่อนไหว

 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสั่นคลอนและโค่นล้มรัฐบาล ทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพในสายตาประชาชน ไม่สามารถดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยจะชุมนุมเป็นระยะพร้อมกับเปิดโปงทำลายความน่าเชื่อถือของคนทุกกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล

 อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่า "รัฐบาล" ยังมีโอกาสที่จะแก้ไขในเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา "รัฐบาล" ตกเป็นรองและเป็นฝ่ายตั้งรับเสื้อแดงมาตลอด 

 ดังนั้น เพื่อความชอบธรรมในการดำเนินการกับ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ที่คาดว่าอาจจะก่อความไม่สงบในหลายพื้นที่ "รัฐบาล" ต้องออกมายอมรับกับประชาชนว่าขณะนี้ประเทศกำลังประสบปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงทางการเมือง ซึ่งเป็นตัว "ฉุด" การทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ สังคม ที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

 รัฐบาลจึงจำเป็นต้อง "ขอฉันทามติ" จากประชาชน เพื่อดำเนินการทางการเมืองเป็น "วาระเร่งด่วน" ซึ่งเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นประเทศไทยสงบสุข

 จากนั้น "รัฐบาล" ต้องลบข้อครหา "สองมาตรฐาน" เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมเป็นการเร่งด่วน โดยขอความร่วมมือจาก "อัยการ และศาลยุติธรรม" ให้รายงานเรื่องนี้ต่อประชาชนทราบ ไม่ว่าจะเป็นคดีความของกลุ่มคนเสื้อแดง หรือคดีความของกลุ่มคนเสื้อเหลือง ให้เปิดเผยต่อสาธารณชน

 การบอกความจริงไม่ใช่เรื่องเสียหน้า แต่เป็นการดึงประชาชนให้มาเป็นพวก!!

 หลังจากนั้น "รัฐบาล" สามารถเข้าไปดำเนินการจัดการกับตัวปัญหาที่กำลังก่อเหตุความไม่มั่นคงของประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

  แต่ปัญหาใหญ่ในขณะนี้อยู่ที่ "รัฐบาล" โดยเฉพาะพรรคแกนนำอย่าง "พรรคประชาธิปัตย์" มัก "ฟอร์มสูง" ไม่ยอมรับโอกาสและข้อเสนอลักษณะนี้! 

สมถวิล เทพสวัสดิ์