
ความไม่ลงรอยของปัญหาความแตกแยกในสังคมในสองระดับ
ผมจำไม่ได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาผมต้องตอบคำถามที่ว่า "คิดยังไงกับความแตกแยกในสังคมไทยที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้" ไม่รู้กี่ครั้ง
ประเด็นของผมก็คือ ความแตกแยกของสังคมไทยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้มีลักษณะที่สลับซับซ้อนกว่าการเผชิญหน้าของสองขั้ว อย่างที่คนหวาดกลัว
แต่ไม่ได้หมายถึงว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่มีโอกาสพัฒนาขึ้นเป็นขั้วความขัดแย้งหลักสองขั้วที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าและความรุนแรงสูญเสีย หากแต่ว่าแนวโน้มของการนำไปสู่ความขัดแย้งของขั้วความขัดแย้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผมเชื่อเช่นนั้น? คำตอบก็คือ สังคมเรากำลังเผชิญความไม่ลงรอยของปัญหาความแตกแยกในสังคมที่มีลักษณะซับซ้อนกว่าการเผชิญหน้าของเสื้อสองสี หรือสามสี หรือเสื้อสีเดียวกับรัฐบาล
ในความหมายที่ว่า ความขัดแย้งในระดับโครงสร้างทางสังคมนั้นยังดำเนินต่อไป และเห็นได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่มีความคลุมเครือก็คือความแตกแยกในระดับชนชั้นนำ ซึ่งความไม่ลงรอยของความแตกแยกในสองระดับนี้จะมีผลต่อความเป็นไปได้ หรือความเป็นไปไม่ได้ในการเผชิญหน้าและความรุนแรงในระดับประเทศ
ขยายความว่า ความขัดแย้งในระดับโครงสร้างนั้นก็คือความขัดแย้งในเรื่องของวิถีเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคม โดยที่ผู้คนฝ่ายหนึ่งยังได้เปรียบจากทิศทางการพัฒนาประเทศโดยที่กินชีวิตของอีกฝ่ายหนึ่ง
ความแตกต่างของคนรวย คนจน ความแตกต่างของเมืองกับชนบท ในเชิงโอกาส ความมั่งคั่งที่จับต้องได้ และสวัสดิการ นั้นยังมีอยู่ให้เห็นเสมอๆ รวมทั้งนโยบายต่างๆ ก็ไม่ได้เข้ามาแก้ไขเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ บางครั้งนโยบายก็อาจจะยิ่งทำให้ปัญหานั้นทวีความรุนแรงมากขึ้น
สิ่งที่เราเผชิญหน้าอยู่กลับเป็นเรื่องของความซับซ้อนของความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำ ที่ส่วนหนึ่งเราก็ไม่รู้ความจริงมากนักว่ามีการแบ่งกันเป็นกี่พวกแล้วในปัจจุบัน ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะอำนาจของชนชั้นนำบางกลุ่มนั้นอยู่สูงเกินกว่าที่สื่อจะเข้าถึงและรายงานได้ด้วยวิถีปกติ
ความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำนั้นมีพลวัตที่สลับซับซ้อน แม้ว่าในยุคหนึ่งนั้นจะมีความชัดเจนว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เอาทักษิณ แต่เมื่อมีการโค่นล้มระบอบทักษิณลงไปได้ในระดับหนึ่ง สิ่งที่เกิดตามมาก็คือ ความไม่ลงรอยกันเองของพวกเขา ประกอบกับแรงโต้กลับของระบอบทักษิณเองภายหลังจากการสถาปนามวลชนทางการเมืองควบคู่กับมวลชนทางนโยบายที่มีอยู่เดิมดังที่ปรากฏตามสื่อกระแสหลัก และสื่อของพวกเขาเอง ซึ่งทำให้ชนชั้นนำแต่ละกลุ่มต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะความขัดแย้งในระดับโครงสร้างของประเทศนั้น เป็นความขัดแย้งที่พวกเขาได้ประโยชน์และหากความขัดแย้งดังกล่าวกลายเป็นความขัดแย้งที่ถูกเปิดโปงมากขึ้น พวกเขาก็จะเผชิญสิ่งท้าทายในการอยู่ในอำนาจมากขึ้น
อย่าลืมว่ารัฐบาลเองนั้นไม่มีมวลชนที่ชัดเจน ทั้งที่ตัวเองเป็นคู่ความขัดแย้งกับเสื้อแดง ดังนั้นถ้ารัฐบาลจะเลือกใช้วิธีเอามวลชนมาปะทะกับเสื้อแดง รัฐบาลก็ต้องสร้างมวลชนและเหตุผลของการจูงใจมวลชนขึ้นมาใหม่ แต่จนถึงวันนี้คิดว่ารัฐบาลน่าจะหันไปใช้สื่อกับกฎหมายความมั่นคงภายในมากกว่าการปลุกระดมมวลชน เว้นเสียแต่ว่าเสื้อเหลืองซึ่งมีลักษณะอิสระโดยสัมพัทธ์กับรัฐบาล (หมายถึงรัฐบาลไม่สามารถสั่งได้โดยตรง และเสื้อเหลืองก็มีข้อเรียกร้องหลายอย่างที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล) จะประกาศตัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์ทางตรงกับรัฐบาลมากนัก เพราะจะยิ่งขับเน้นข้อกล่าวหาของเสื้อแดงมากขึ้น
โดยสรุปก็คือ ความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ลักษณะการเผชิญหน้าขั้นแตกหักนั้นนับจนถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ฉับพลันทันที และอัตโนมัติ เพราะในทุกๆ วันเสื้อสองสีนั้นก็ประกาศตัวอย่างเปิดเผย มีสื่อของตัวเอง และต่างฝ่ายต่างไม่ได้มุ่งทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างตรงไปตรงมา แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ ลักษณะการเชื่อมโยงระหว่างชนชั้นนำกับมวลชนในจังหวะสุดท้ายว่า ชนชั้นนำแต่ละกลุ่มจะหันมาใช้วิธีการเชื่อมโยงกับมวลชน และเปิดเผยตัวอย่างชัดเจนแค่ไหนต่างหาก



