
ความอัดอั้นตันใจของนักธุรกิจ
ในช่วงนี้ซึ่งแม้เป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ของจีนและเทศกาลแห่งความรักของฝรั่ง ชาวไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีอารมณ์สุนทรีย์ไปตามเทศกาล หลายคนเป็นห่วงกังวลถึงเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันที่ 26 กุมภาพันธ์ โดยเฉพาะผู้ที่บริโภคข่าวไม่ว่าข่าวปล่อยหรือข่าวจริงโดย
แต่ในท่ามกลางความสับสนนี้โพลล์จากสำนักแห่งหนึ่งกลับมีผลออกมาว่านายกฯ อภิสิทธิ์ ได้รับความนิยมในฐานะผู้นำท่วมท้นขึ้น เพียงแต่ให้ระวังคนใกล้ตัว แต่สถานการณ์คลื่นใต้น้ำอันแท้จริงอันเกี่ยวกับอนาคตเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นไม่ค่อยจะมีใครพูดถึงกัน
อันที่จริงในเรื่องเศรษฐกิจนั้นนักธุรกิจส่วนมากทั้งไทยและเทศมีความกังวลต่อวิธีบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดต่างๆ ที่ผ่านมาหลังปฏิวัติ 2549 เป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยวัฒนธรรมของพ่อค้าก็มักจะไม่ค่อยพูดออกมาตรงๆ ด้วยเกรงอันตรายจากผู้มีอำนาจ โดยถ้าไม่เหลืออดเหลือทนจริงๆ แล้วพ่อค้านักธุรกิจจะไม่พูดจาว่าร้ายรัฐบาล
มาเมื่อเร็วๆ นี้คงจะอัดอั้นตันอุราเต็มที่ คุณดุสิต นนทะนาคร ประธานหอการค้าไทยจึงได้ออกมาระบายทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่าเป็นห่วงวิธีการจัดการกับปัญหาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นอย่างมากโดยยกคดี 67 โครงการที่มาบตาพุดซึ่งกำลังเป็นปัญหาอยู่ว่าถ้าทำไม่ดีนักลงทุนไทยและเทศจะย้ายฐานผลิตจากประเทศไทยออกไปหมด และมองเห็นว่าอีก 5 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีปัญหาอย่างยิ่งเพราะต้องยอมรับว่าในโลกยุคใหม่นี้ประเทศไทยจะหันกลับไปทำแต่งานเกษตรอย่างเดิมคงไม่ได้ อุตสาหกรรมต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ไทยจะต้องพัฒนาให้ทันเพื่อนบ้านเขาเพื่อความอยู่รอดของประเทศในอนาคต
ผมเห็นด้วยกับความห่วงกังวลของประธานหอการค้าฯ ในเรื่องนี้อย่างเต็มที่
ไม่แต่เพียงผู้นำทางธุรกิจได้ออกมาระบาย อดีตขุนคลังคนสำคัญ ดร.วีระพงษ์ รามางกูร ก็ได้ออกมาพูดจาอย่างเปิดเผยทั้งในที่สัมมนาและผ่านสื่อต่างๆ ห่วงใยถึงวิธีการที่รัฐบาลจัดการกับเรื่องเศรษฐกิจว่ารัฐบาลไม่ค่อยได้เอาใจใส่ในการวางยุทธศาสตร์เกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศมัวแต่ไปทำเรื่องอื่นแถมท้ายด้วยว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมาออกกฎเปิดให้ส่งเงินไปลงทุนต่างประเทศก็ไม่เป็นประโยชน์ขณะนี้ แต่จะเป็นอันตรายสำหรับอนาคตอีกด้วย
ก็น่าเห็นใจรัฐบาลที่ต้องมัวแก้ปัญหาทางการเมืองจุกจิกไม่จบไม่สิ้น ปัญหาทางเศรษฐกิจจึงแก้ไปแบบเฉพาะหน้าไม่ค่อยได้คิดอะไรใหม่ของตนเองเพียงแต่ลอกเลียนแบบของประเทศอื่นๆ ที่ว่าด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจในแบบ “โปรยเงินจากเฮลิคอปเตอร์” เงินที่ได้มาก็ได้มาจากการกู้ยืม แต่พวกเราชาวบ้านไม่ค่อยได้ยินถึงวิธีชดใช้หนี้สาธารณะในอนาคตมากนัก เพียงแต่อ้างถึงเปอร์เซ็นต์เทียบกับจีดีพีว่ายังอยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้ ซึ่งก็เป็นทฤษฎีที่ยังมีความเสี่ยงอย่างมากอยู่
นักเศรษฐศาสตร์ของโลกได้มองเห็นพายุลูกใหม่ทางเศรษฐกิจที่ก่อตัวขึ้นกล่าวคือจะเกิดภาวะล้มละลายของรัฐ โดยหลายปีที่ผ่านมาหลายประเทศมีงบประมาณขาดดุลสร้างหนี้สาธารณะพอกพูนขึ้นเหตุการณ์ร้ายนี้เริ่มปรากฏชัดขึ้นที่ประเทศกรีซขณะนี้และกำลังจะลามต่อไปทั่วโลก น่ากลัวยิ่งกว่าวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่งเกิดมาจากการเงินภาคเอกชน
มีใครในทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยไม่ว่าในคณะนี้หรือคณะต่อไปคิดเตรียมกันไว้บ้างหรือเปล่า
นายหนูใหญ่ [email protected]



