
วิธีที่ต้องทบทวน
ไม่ว่าระเบิดเอ็ม 79 ข้างทำเนียบรัฐบาลกับระเบิดซีโฟร์ที่ศาลฎีกาครั้งล่าสุดจะเป็นฝีมือของใคร
มันได้สะท้อนให้เห็นถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยของตำรวจหละหลวมอย่างเห็นได้ชัด
นับตั้งแต่ศาลกำหนดวันตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ทุกหน่วยงานการข่าวก็ฟันธงว่า จะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นแน่นอน
นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกประชุมสภาความมั่นคงเป็นระยะๆ รองฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ หารือตำรวจวางแผนรับมืออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เน้นแผนสกัดมวลชนและตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย ตั้งด่านตรวจถี่ยิบ 200 กว่าจุดเป็นใยแมงมุมทั่วกรุง
แต่ท้ายที่สุดแล้วกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า
ถึงเวลาที่ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. จะทบทวนแผนปฏิบัติได้แล้วหรือยังว่า ผิดพลาดตรงไหน หรือมีช่องว่างที่ใด
ถ้าขืนปล่อยไว้มีหวังพังอีก
ระเบิดทั้ง 2 ลูกแม้จะไม่สร้างความเสียหายก็เกิดความหวาดหวั่น และเชื่อมั่นได้ว่าจะไม่ใช่ลูกสุดท้าย
ในเมื่อสถานการณ์การเมืองมาถึงขีดสุด อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่สิ่งเหนือความคาดหมาย ขึ้นอยู่กับว่ารัฐและตำรวจจะรับมืออย่างไร
อย่าลืมว่าตอนนี้ฝ่ายตรงข้ามเกทับหมดหน้าตัก จะเสียอีกไม่ได้แล้ว ต้องได้อย่างเดียวถึงจะคุ้ม
ขนาดเล่นสงครามข่าวก็ยังเอา
ชาวบ้านตาสียายสาเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารรอบด้าน ฟังความข้างเดียวเป็นใครก็ต้องเชื่อ
ในขณะที่แกนนำคนต่างขั้วพูดจาภาษาเดียวกับชาวบ้าน กูๆ มึงๆ ฟันธงลงไปเลยว่าใครเป็นคนยิงเอ็ม 79 ใส่ทำเนียบ
เป็นสงครามข่าวแย่งชิงมวลชน จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ชาวบ้านเชื่อถือว่าบรรลุผล
ไม่ต้องใส่เขบ็ตสองชั้นตีความ เหมือนอย่างที่รัฐบาลพูดให้คนทั่วไปฟัง
ฟังง่าย เข้าใจง่าย ย่อยง่าย ก็เลยเข้าทางฝ่ายตรงข้าม
หากตำรวจยังไม่อีนังขังขอบ เรื่องร้ายๆ อาจจะเกิดขึ้นเร็วและแรงกว่าเมษาเลือด
จะหวังพึ่งแต่สีเขียวอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะมันเป็นหน้าที่โดยตรง ตัดไฟเสียแต่ต้นลมดีกว่า
พลาดไปแล้วก็ต้องยอมรับ ปรับแผนทบทวนยุทธวิธีเสียใหม่ อย่าให้ใครพูดได้ว่าตำรวจไทยได้แต่รีดไถและซื้อขายเก้าอี้ ?!!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



