ข่าว

ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า หนุน รมว. ดีอีเอส คุม "บุหรี่ไฟฟ้า" ให้ถูกกฎหมาย

ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า หนุน รมว. ดีอีเอส คุม "บุหรี่ไฟฟ้า" ให้ถูกกฎหมาย

08 ต.ค. 2564

ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า หนุน รมว. ดีอีเอส คุม "บุหรี่ไฟฟ้า" ให้ถูกกฎหมาย ชี้ข้ออ้างเอ็นจีโอสายสุขภาพ สวนความจริง 79 ประเทศทั่วโลก

 

 

เครือข่าย "ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า"และไอคอส โต้กลุ่มรณรงค์ต่อต้านยาสูบ    ชี้ "บุหรี่ไฟฟ้า"ถูกกฎหมาย 79 ประเทศ พร้อมสนับสนุน รมว. ชัยวุฒิ หนุนศึกษา"บุหรี่ไฟฟ้า"ถูกกฎหมาย ชี้การแบนล้มเหลว เพราะคนใช้ "บุหรี่ไฟฟ้า" เกลื่อนประเทศกว่า 2 ล้าน ทั้งในสภาและครม. ซื้อขายเกลื่อนกลาดออนไลน์ แต่รัฐเก็บภาษีไม่ได้ งานเข้ากระทรวงดีอีเอสไล่ปิดเว็บไซต์แก้ปัญหาปลายเหตุ

 

 

จากกรณีที่สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ เครือข่ายสุขภาพ และแพทยสมาคมฯ ออกแถลงการณ์แสดงความขอบคุณรัฐบาลที่ยังคงนโยบายห้ามขาย"บุหรี่ไฟฟ้า" และยาสูบชนิดใหม่ ๆ โดยอ้างว่าไทยยังไม่พร้อมเพราะเป็นประเทศรายได้ระดับต่ำหรือปานกลาง และยังระบุถึงอันตรายต่าง ๆ นั้น

 

 

นายอาสา ศาลิคุปต ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้ "บุหรี่ไฟฟ้า"แอดมินเพจเฟซบุ๊ก “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 100,000 คนเผยว่า พฤติกรรมผู้สูบบุหรี่เปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนต่างมองหาวิธีลดอันตรายให้ตัวเอง การห้ามนำเข้าห้ามขายนั้นไม่ได้ผลและไม่อยู่บนโลกของความเป็นจริง

 

 

ในขณะที่ 79 ประเทศทั่วโลกมีการอนุญาตให้ "บุหรี่ไฟฟ้า"ควบคุมได้อย่างถูกกฎหมาย กำหนดอายุขั้นต่ำผู้ซื้อเพื่อปกป้องเยาวชน สร้างมาตรฐานความปลอดภัย เก็บภาษีสรรพสามิตเข้ารัฐได้ แต่ประเทศไทยยังคงอ้างผิด ๆ เรื่องความเข้มข้นนิโคตินและการเสพติด สวนทางกับหน่วยงานสาธารณสุขชั้นนำในต่างประเทศจำนวนมาก

 

 

เช่นราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งลอนดอน องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา กระทรวงสาธารณสุขนิวซีแลนด์ หรือแม้กระทั่งองค์การอนามัยโลกสำนักงานภาคพื้นยุโรป ที่ต่างก็ยืนยันว่าหากเปลี่ยนมาใช้"บุหรี่ไฟฟ้า"จะช่วยลดการได้รับสารพิษได้มากกว่าการสูบบุหรี่ หากผู้สูบบุหรี่ไม่มีโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่วันนี้รู้แล้วว่าอันตรายน้อยกว่า เหมือนบังคับให้คนไทยยังต้องตายจากบุหรี่มวนปีละกว่า 70,000 คนเหมือนทุกวันนี้

 

 

 

 

 

ด้านนายสาริษฎ์ สิทธิเสรีชน แอดมินเพจเฟซบุ๊ก มนุษย์ควัน ซึ่งมีผู้ติดตามเกือบ 30,000 คน แกนนำกลุ่มผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทให้ความร้อนหรือ ไอคอส ระบุว่า เราไม่ได้สนับสนุนให้คนสูบบุหรี่ แต่เราคิดว่าคนที่สูบบุหรี่อยู่แล้วควรมีทางเลือกเช่นเดียวกับในอีก 67 ประเทศทั่วโลกที่ไอคอส ถูกกฎหมาย และมีหน่วยงาน อย. สหรัฐที่อนุญาตให้ขายและสื่อสารได้ว่ามีสารพิษน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

ไม่เข้าใจว่า ทำไมกลุ่มสมาพันธ์สุขภาพถึงคิดว่ารัฐบาลของประเทศอื่นๆ โง่กว่า หรือประสงค์ร้ายกับประชากรของตนเองหรืออย่างไร ทำไม ญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐฯ สหภาพยุโรปหรือแม้แต่มาเลเซียเพื่อนบ้านเรา   อนุญาตให้ขายได้ ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวในโลกที่มีเด็กและเยาวชน ผมจึงสนับสนุนที่ รมว. ดีอีเอส เสนอให้ทำการศึกษาเพื่อควบคุมให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้เปิดเสรี แทนที่ดีอีเอสจะต้องมานั่งไล่ปิดเว็บไซต์ขาย "บุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์"  ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

 

 

โดยก่อนหน้านี้ มี ส.ส. จากทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล รวมถึงเพจดังจำนวนมาก ตบเท้าร่วมสนับสนุน "บุหรี่ไฟฟ้า" ถูกกฎหมาย หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีการเห็นชอบการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ และอนุมัติจ่ายเงินชดเชยให้กับชาวไร่ยาสูบที่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดโควต้าการรับซื้อของการยาสูบแห่งประเทศไทย ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

 

จนทำให้ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ออกมาสนับสนุน "บุหรี่ไฟฟ้า" ถูกกฎหมาย เพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่อันตรายน้อยกว่าบุหรี่จริง ประเทศใหญ่ ๆ ยอมรับกันแล้ว และจะสร้างประโยชน์ต่อทั้งผู้สูบบุหรี่ในประเทศไทยประมาณ 10 ล้านคนและเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ 30,000 ครอบครัว หากการยาสูบแห่งประเทศไทยหันมาผลิตผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ เหล่านี้ 

 

 

 

 

ด้านนายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้ "บุหรี่ไฟฟ้า" อีกราย กล่าวว่า การสำรวจระดับชาติเรื่องยาสูบในเยาวชนของรัฐบาลอเมริกันล่าสุดในปีนี้ ปรากฏว่าจำนวนวัยรุ่นที่ใช้ "บุหรี่ไฟฟ้า" ลดลงอย่างมากติดต่อกันเป็นที่สอง ซึ่งเป็นตัวพิสูจน์ได้ว่าหากควบคุม "บุหรี่ไฟฟ้า"อย่างถูกกฎหมาย ก็จะป้องกันการใช้ในเด็กและเยาวชนได้

 

 

แต่หมอไทยกลับนำข้อมูลเก่าๆ มาอ้าง สร้างให้คนกลัว และพยายามกดดันไม่ให้มีการศึกษาเรื่องนี้ ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจมหาศาล ไม่ว่าคุณหมอจะยกงานวิจัยกี่ร้อยกี่พันฉบับมาอ้าง มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำไม 79 ประเทศทั่วโลกสามารถนำ "บุหรี่ไฟฟ้า" มาควบคุมให้ถูกต้องตามกฎหมายได้

 

 

การแบน"บุหรี่ไฟฟ้า"ในประเทศไทย ทำให้"บุหรี่ไฟฟ้า"หนีไปขายกันออนไลน์ กระทรวง ดีอีเอส ก็รับกรรมไป เพราะจะไล่ปิดเท่าไหร่ก็ไม่หมด จึงขอให้ รมว ดีอีเอส อย่าได้หวั่นไหวต่อแรงกดดันดังกล่าว และเดินหน้าศึกษาเรื่องนี้เพื่อผู้สูบบุหรี่เกือบ 10 ล้านคนในประเทศไทยต่อไปเพราะเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่อยากให้นำสินค้าเหล่านี้ขึ้นมาควบคุมให้ถูกต้องตามกฎหมาย