ข่าว

จีที 200 มั่ว ...สิทธิมนุษยชนถูกทำลาย

จีที 200 มั่ว ...สิทธิมนุษยชนถูกทำลาย

17 ก.พ. 2553

บทสรุปประสิทธิภาพจีที 200 ในการตรวจหาสารระเบิดซึ่งถูกต้องเพียง 4 ครั้ง จากการทดสอบ 20 ครั้ง ทำให้เกิดคำถามตามมาในเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือกำมะลอชนิดนี้ "ชี้เป้า" หาผู้ต้องสงสัยก่อความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

 "อังคณา นีละไพจิตร" ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ นำภาพเหล่านี้มาฉายให้ดูผ่านสิ่งที่เรียกว่า "บันทึกปากคำให้การของญาติผู้ถูกจับกุมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้" สะท้อนปัญหาจากการใช้ "แผนยุทธการพิทักษ์ปาดีและบันนังสตา" ระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2550

 โดยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2550 มีการสัมมนาเรื่องนี้ขึ้นที่วิทยาลัยอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีญาติของผู้ถูกควบคุมตัวในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาร่วมรับฟังแสดงความเห็นและให้ข้อมูลถึง 90 คน

 ชาวบ้านไอบาตู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ให้ปากคำในวันนั้นว่า การปิดล้อมจับกุมของเจ้าหน้าที่เมื่อ 23 มิถุนายน 2550 เวลา 05.00 น. กองกำลังผสมได้กระจายกำลังเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน รื้อค้นบ้านพักของชาวบ้าน โดยนำ "อุปกรณ์การตรวจสารตั้งต้นการก่อระเบิด" แบบที่มีชื่อเรียกว่า "จีที 200" มาตรวจสอบกับร่างกายชาวบ้าน

 ผลการใช้เครื่องจีที 200 ในครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้หญิง 1 คน และผู้เฒ่าอายุ 60 ปี ซึ่งสติไม่ดีไป 1 คน ร่วมกับผู้ต้องสงสัยคนอื่นๆ รวม 32 คน ไปที่โรงเรียนมัธยมสุไหงปาดี ก่อนจะมีการปล่อยตัวผู้ใหญ่บ้านกลับมา ส่วนคนอื่นๆ ถูกนำตัวไปที่ "ค่ายอิงคยุทธบริหาร" ก่อนส่งต่อไปอบรมอาชีพ ทั้งที่ไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆ ทั้งสิ้น

  ญาติของผู้ถูกควบคุมตัวรายหนึ่งอ้างด้วยว่า มีผู้ถูกควบคุมตัวอย่างน้อย 1 คน ถูกขัง "ห้องมืด" นานถึง 18 วัน

 ชาวบ้านไอบาตู ให้ปากคำด้วยว่า ชาวบ้านหลายคนที่ถูกจับกุมไปครั้งนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับสารระเบิดใดๆ เพียงแต่ไปสัมผัสกับเหล็กขึ้นสนิม หรือสวมใส่กางเกงยีนที่มีกระดุมเหล็ก เมื่อถูกตรวจสอบเครื่องจีที 200 ก็ส่งสัญญาณขึ้นทันที

 ด้านผู้ใหญ่บ้านไอบาตู ให้ปากคำว่า เวลาประมาณ 09.00 น. วันดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ชุดหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นหน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์ แต่งกายชุดหมีคล้ายทีมกู้ระเบิด มาพร้อมทหารชุดคุ้มกันพกอาวุธปืนเข้ามาที่บ้าน เรียกสมาชิกในบ้านออกมายืนแถว 6 คน คือ ตน พ่อ แม่ พี่เขย พี่สาว และลูกชาย รวมทั้งเพื่อนบ้านอีก 1 คน เพื่อตรวจสอบ โดยลูกชายถูกควบคุมตัวไป

 "เจ้าหน้าที่ให้ยืนเรียงแถวหน้ากระดานห่างกันคนละ 1 เมตร แล้วเอาเครื่องจีที 200 สัมผัสผ่านไปตามตัวของทั้ง 7 คน ช่วงดังกล่าวเครื่องสแกนส่งสัญญาณชี้มาที่ผม ที่ลูกชายและชายอีกคนอยู่บ้านใกล้เคียง เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้ง 3 คน ไปที่โรงเรียนมัธยมสุไหงปาดี"

 นอกจากนี้ขณะที่รออยู่ที่ท้ายรถกระบะซึ่งจอดอยู่หน้าร้านของชำ เด็กชายอายุต่ำกว่า 18 ปี อีกคนหนึ่งเดินมาซื้อของ เจ้าหน้าที่จึงใช้เครื่องจีที 200 ตรวจวัด เมื่อเครื่องร้องขึ้น เจ้าหน้าที่ก็นำตัวเด็กคนนี้มาด้วย ต่อมามีชายอีกคนหนึ่งเป็นไทยพุทธที่เพิ่งเข้ารีตมุสลิมเดินมาซื้อของที่ร้านเดียวกัน เจ้าหน้าที่ก็เอาเครื่องจีที 200 มาวัดแล้วนำตัวขึ้นรถมาด้วยเช่น

 "อังคณา นีละไพจิตร" ได้กล่าวถึงที่มาของ "บันทึกปากคำให้การของญาติผู้ถูกจับกุม" ฉบับนี้ว่า สืบเนื่องจากในระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2550 เกิดการปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามแผน ”ยุทธการพิทักษ์ปาดีและบันนังสตา" และมีการจับกุมคนไปนับพันคน ซึ่งบางส่วนก็ได้ยื่นฟ้องต่อศาลไป ส่วนที่เหลือจำนวน 384 คน ก็ถูกบังคับให้เข้าฝึกอบรมวิชาชีพ  ทั้งที่คนเหล่านี้ไม่มีหลักฐานว่าเขาได้กระทำความผิด แต่ทางการก็ไม่ยอมปล่อยตัว และขู่ว่าหากไม่ยอมเข้ารับการฝึกอบรมก็ต้องเข้าคุก ซึ่งในช่วงที่เข้ารับการอบรม ก็ไม่ได้เจอแม้กระทั่งเมียที่ท้องหรืองานศพพ่อก็ไม่ได้ไป และเมื่อมีการปล่อยตัวหลังเข้ารับการอบรม ทางการก็ไม่ยอมให้คนเหล่านี้กลับเข้าพื้นที่อีก

 "จากบันทึกปากคำฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบ้านเขาสงสัยมาตั้งแต่ต้นว่า เครื่องจีที 200 คืออะไร ทำไมมันจับคนได้เยอะแยะไปหมด และเห็นเครื่องมือชนิดนี้ชี้มั่วไปหมด บางครั้งชี้ไปหลุมศพ เจ้าหน้าที่ก็ให้ขุดศพขึ้นมา โดยอ้างว่าเป็นคนร้ายทำระเบิดแล้วเกิดพลาดเสียชีวิตจึงเอามาฝัง แต่พอขุดศพขึ้นมากลายเป็นศพเก่าๆ สารระเบิดก็ไม่พบ หรือบางครั้งจีที 200 ก็ชี้ไปที่ยอดมะพร้าว แต่พอนำลงมากลายเป็นถุงน้ำมันเก่าๆ หรือบางครั้งก็ชี้ไปที่ผู้หญิงและชี้ไปที่กล่องผ้าอนามัย ซึ่งแสดงถึงความมั่ว เป็นการเอาความไม่รู้ของชาวบ้านมาเป็นประโยชน์ ชาวบ้านเขาไม่เชื่อเครื่องจีที 200 มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพียงแต่ชาวเขาไม่รู้ว่าจะโต้แย้งอย่างไร เพราะเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญและไม่ได้มีความรู้" อังคณา กล่าว

 "อังคณา" แสดงความเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวชาวบ้านโดยอาศัยเครื่องจีที 200 อ้างว่าพบสารระเบิดหรือสารเสพติดตามร่างกายนั้น เป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ และทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ลูกไปโรงเรียนถูกตราหน้าว่าเป็นลูกคนร้าย

 "ตอนนี้เมื่อเครื่องจีที 200 ผลออกมาแล้วว่ามันใช้ตรวจอะไรไม่ได้ จับคนร้ายก็ไม่ได้ แต่กองทัพเอาเครื่องมือนี้มาใช้ กองทัพจึงต้องรับผิดชอบ รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบด้วย และนายกฯ ก็เป็น ผอ.รมน.โดยตำแหน่ง ส่วน ผบ.ทบ.ก็เป็นรอง ผอ.รมน.โดยตำแหน่ง ดังนั้นอย่างน้อยที่สุดทั้งนายกฯ และ ผบ.ทบ.ต้องออกมาขอโทษประชาชน นอกจากนี้ผู้เสียหายก็มีสิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ด้วย" 

 ด้าน ดร.สุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมน ไรท์ วอทช์ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและมีสมาชิก 90 กว่าประเทศทั่วโลก ระบุว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยการใช้จีที 200 เป็นเครื่องมือในการจับกุมผู้ต้องสงสัยนั้น ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ได้จับตามาตั้งแต่ปี 2550 ที่มีการเปิด "ยุทธการพิทักษ์แผ่นดินไทย" โดยเจ้าหน้าที่ใช้จีที 200 ในการปิดล้อมจับกุม จับตัวผู้ต้องสงสัยเอาไปสอบสวนตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  โดยไม่ต้องมีการตั้งข้อหา เด็กผู้ชาย เด็กวัยรุ่นคนไหนถูกเครื่องจีที 200 ชี้ ก็ซวยไป

 "ในช่วงยุทธการพิทักษ์แดนใต้ ปี 2550 มีการจับกุมคนจำนวนมากอย่างพลการโดยใช้เครื่องมือนี้ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมาก และจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ไม่เคยใช้จีที 200 อ้างเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลเพราะไม่ชัวร์ และต่อไปถ้าเกิดมีคนที่ถูกควบคุมตัวไปสอบสวนเพราะถูกจีที 200 ชี้ ออกมาโวยว่ามีการถูกซ้อมและทรมานด้วย ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่" ดร.สุนัย กล่าว

 ดร.สุนัย ระบุว่า ในส่วนของฮิวแมน ไรท์ วอทช์ เมื่อผลพิสูจน์ออกมาว่าจีที 200 ใช้พิสูจน์อะไรไม่ได้ ก็จะย้อนไปตรวจสอบว่ามีการละเมิดในรูปแบบไหนบ้าง และจะดูด้วยว่าในระหว่างที่มีการนำคนไปสอบสวน มีการซ้อม ทรมานจากเจ้าหน้าที่รัฐด้วยหรือไม่ รัฐบาลรวมทั้งกองทัพต้องรับผิดชอบชดใช้ในเรื่องนี้ด้วย

 "คนที่ต้องสูญเสียอิสรภาพเพราะจีที 200 ต้องฟ้องในเชิงสิทธิมนุษยชนโดยฟ้องต่อสหประชาชาติได้ด้วย เพราะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนใช้อำนาจโดยมิชอบ นอกเหนือจากการฟ้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหาย รวมทั้งฟ้องคดีอาญาฐานกักขังหน่วงเหนี่ยว ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ โดยอาจให้องค์กรมุสลิมโลกช่วยดูแลเรื่องนี้ให้" ดร.สุนัย กล่าว

 นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจากการใช้เครื่องมือไร้ประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาที่อ่อนไหว เมื่อผลสรุปออกมาเป็นเช่นนี้ จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลและกองทัพรวมทั้งหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องจะนิ่งเฉย

 ไม่เช่นนั้นเครื่องตรวจสารระเบิดกำมะลอชิ้นนี้อาจกลายเป็นเครื่องจุดระเบิดในใจของผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็เป็นได้!