ข่าว

นับถอยหลังคดียึดทรัพย์"ทักษิณ"

นับถอยหลังคดียึดทรัพย์"ทักษิณ"

17 ก.พ. 2553

ใกล้เข้ามาทุกขณะสำหรับการพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

 เนื้อหาหลักของคดีนี้ก็คือ "ทักษิณ" ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ เพราะได้ทรัพย์สินมาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช.แต่การที่ "ทักษิณ" เป็นนักธุรกิจใหญ่ที่บริหารเงินนับแสนล้านบาท ทำให้คดีมีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างมาก

 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้กำหนดประเด็นพิจารณาคดียึดทรัพย์ไว้ 2 ประเด็นใหญ่คือ "ทักษิณ" มี "พฤติกรรมครอบครองหุ้นบริษัทชินคอร์ป" ผ่านบริษัทที่ "ทักษิณ" เป็นเจ้าของ ทั้ง "บริษัทแอมเพิลริช, บริษัทวินมาร์ค" และ "ถือหุ้นผ่านบุตรและพี่น้อง" หรือเรียกกันง่ายๆ ก็คือ "ทักษิณ" ใช้ "ตัวแทนหรือนอมินี" ในการถือหุ้นชินคอร์ปมาตลอดในช่วงเป็น "นายกรัฐมนตรี" ทั้งที่ "กฎหมายห้ามไว้"

 ประเด็นที่สองก็คือ "ทักษิณ" มีพฤติกรรม "ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ในธุรกิจสัมปทานของบริษัทชินคอร์ป 5 เรื่อง" เมื่อมีการขายหุ้นชินคอร์ปให้บริษัทเทมาเส็กของสิงคโปร์เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 แล้ว จึงถือได้ว่าเงินทั้งหมดได้มาโดยมิชอบจากการใช้อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี "ทักษิณ" มีพฤติการณ์คงไว้หุ้นบริษัทชินคอร์ปผ่านบริษัทที่ "ทักษิณ" เป็นเจ้าของ

 อย่างไรก็ตาม หากศาลฎีกาฯ ชี้ขาดว่า "ทักษิณ" ไม่ได้ใช้ตัวแทนหรือนอมินีถือหุ้นแทน ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาประเด็นการใช้อำนาจในการเอื้อประโยชน์ เพราะเท่ากับว่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติทั้งหมดไม่ใช่ของ "ทักษิณ"

 ส่วนสำนวนของ "คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ" และ "อัยการสูงสุด" สรุปว่า "ทักษิณ" ยังคงถือหุ้นอยู่ระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยการให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน ทำให้มีการพูดถึงเรื่องยึดทรัพย์ว่าจะออกมาในรูปแบบใด ระหว่างยึดทั้งหมดหรือยึดบางส่วน ก่อนที่จะมีคำเปรียบเทียบเรื่อง "ทฤษฎีวัว" ตามมา

 ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 วัน ก็จะทราบผลการพิจารณาของ "องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ" ที่มีข้อมูลจากทั้ง "โจทก์และจำเลย" ครบถ้วนแล้ว ต้องรอลุ้นว่าคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร

 "ขออนุญาตเปรียบเทียบ ถ้าผมเป็นผู้อำนวยการศูนย์เพาะเลี้ยงวัวเพื่อแจกเกษตรกรของหลวง แล้วมีที่ดินที่เอาเงินหลวงมาลงทุนทำเป็นทุ่งหญ้าราคา 10 ล้าน ปรากฏว่าผมซึ่งเป็นคนของรัฐ เอาวัวมากินทุ่งหญ้าที่รัฐลงทุนไว้จนอ้วน ความอ้วนคือสิ่งที่ได้มาจากประโยชน์ของรัฐ นัยเดียวกัน ธุรกิจชินคอร์ปได้สัญญาที่เป็นมาตรการเอื้อประโยชน์จากรัฐเข้าไป ก็ต้องมีค่า มีเนื้อหนัง มีความอ้วน แต่ถามว่าจะเป็นเงินเท่าไหร่ ตอบเหมือนกับวัว คือว่าคุณเอาของคุณมากินหญ้าหลวง เอาความสมบูรณ์ของหลวงไป ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องคือวัว ประโยชน์ที่ได้เป็นความอ้วนเป็นทรัพย์สินที่มิสมควร ฉะนั้นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องคือวัว ก็ยึดวัวทั้งตัว หุ้นก็เหมือนกัน..."  เป็นคำกล่าวของ "แก้วสรร อติโพธิ" อดีต คตส.

 ขณะที่นายพานทองแท้ ชินวัตร กล่าวว่า "คุณแก้วสรร อดีต คตส.ที่ออกมาพูดเกี่ยวกับทฤษฎีวัวควาย เป็นการใช้ความรู้ทางกฎหมายที่ทำให้ประชาชนสับสน ทำนองว่า ถ้าวัวไปกินหญ้าของคนอื่นแล้ววัวอ้วนขึ้นมาต้องยึดวัวทั้งตัว จะยึดเฉพาะแขนขาไม่ได้ ถ้ามองมุมกลับกัน ผมเป็นเจ้าของหญ้าแล้ววัวมากิน แล้วผมยึดวัวทั้งตัวไว้จะโดนข้อหาลักทรัพย์ แต่ถ้าร่วมกันกระทำการมากว่า 1 คนขึ้นไปภาษากฎหมายเรียกว่าปล้นทรัพย์ ทำให้รู้สึกว่าเหมือนถูกปล้นทรัพย์อยู่ อยากให้ลองมองมุมกลับกันบ้าง เพราะผมก็อยู่กันอย่างลำบากพอสมควร"