ข่าว

เรื่องน่าเป็นห่วง

เรื่องน่าเป็นห่วง

17 ก.พ. 2553

ผมรู้สึกโล่งใจที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ปาปฏิกูลใส่บ้านพักนายกรัฐมนตรีได้ และโล่งอกยิ่งขึ้นเมื่อการกระทำครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสีสันใดๆ และไม่มีมูลเหตุทางการเมือง หากแต่เป็นการระบายความไม่พอใจในปัญหาส่วนตัว ซึ่งไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวมีประเด็นที่น่าคิดอยู่ 2-3 ประเด็น ประเด็นแรกคือการที่ฝ่ายการเมืองและฝ่ายความมั่นคงค่อนข้างจะปักใจเชื่อแต่แรกว่า การปาปฏิกูลเป็นฝีมือของกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม แม้ว่ารูปการณ์จะโน้มเอียงไปเช่นนั้น แต่ก็ไม่สมควรที่จะด่วนสรุปก่อนที่จะมีการสอบสวนให้ได้ความกระจ่างชัด เพราะนอกจากขาดความหนักแน่นซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้บริหารบ้านเมืองแล้ว ยังเป็นการแสดงอคติที่อยู่ในใจ อันอาจเป็นชนวนให้เกิดการกระทำตอบโต้กันขึ้นได้ ซึ่งผลของมันย่อมจะรุนแรงเกินคาดคิด แม้จะเป็นปฏิกูลหนึ่งถุง ไม่ใช่น้ำผึ้งหยดเดียวก็เถอะครับ

 ประเด็นที่สองก็คือ ปัญหาของคุณพ่อลูกสองผู้ลงมือปฏิบัติการไม่สุนทรครั้งนี้ ซึ่งเกิดจากการที่กล่าวอ้างว่าเพื่อนบ้านมั่วสุมกันสูบบุหรี่หน้าบ้านจนทำให้ลูกๆ เกิดอาการไม่สบายจากควันบุหรี่ และเคยร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ กทม. และหน่วยงานต่างๆ แล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองที่ดี ผมคิดว่าผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและผลกระทบจากการละเมิดสิทธิ์อะไรก็ตาม ย่อมจะต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เรื่องของเรื่องนี้อยู่ที่ว่าความเดือดร้อนของเขานั้นนอกจากจะไม่ได้รับการบำบัดปัดเป่าหรือความสนใจจากเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่าที่ควร ด้วยอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเรื่องไม่เป็นเรื่องแล้ว ยังแสดงอาการเพิกเฉยอีกต่างหาก ความเดือดร้อนก็เลยกลายเป็นความเดือดแค้น และแสดงออกด้วยการประชดประชันสังคมเพื่อให้เห็นว่า บ้านเมืองนี้ให้ความสนใจต่อปัญหาเล็กๆ ของคนใหญ่คนโต มากกว่าปัญหาใหญ่ๆ ของคนกระจิบกระจ้อย

 สิทธิส่วนบุคคลในต่างประเทศนั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ แต่ของเราอาจจะอยู่ในลำดับท้ายๆ เพราะคนส่วนหนึ่งยังมีความคิดว่าคนที่เรียกร้องหรือปกป้องสิทธิของตนเองนั้นเป็นคนจำพวกที่ชอบโวยหรืออยากดัง ขณะที่คนอีกส่วนหนึ่งมีความคิดว่าอะไรที่พอจะทนได้ก็น่าจะทนๆ กันไป ไม่ควรมีเรื่องมีราวให้ยุ่งยากไปเปล่าๆ ทำให้คนที่สวนกระแสความคิดทั้งสองอย่างดังกล่าว กลายเป็นคนผิดปกติซึ่งถูกคนอื่นมองด้วยสายตาแปลกๆ

 แต่อย่างไรก็ตาม การเอาอะไรไปปาบ้านคนอื่นนั้นก็เป็นความผิดอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะเจ็บแค้นแน่นใจขนาดไหนก็ตาม ที่ผมยังนึกแปลกใจอยู่ไม่หาย ก็คือทำไมผู้ชายคนนั้น ถึงไม่ใช้วิธียื่นหนังสือร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรม อย่างที่นิยมปฏิบัติกันมาในสมัยก่อน หรือว่าช่องว่างระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในปัจจุบันนี้มันกว้างขึ้นกว่าเดิม จนไม่อาจจะสื่อสารกันโดยตรงได้ ซึ่งเรื่องนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ประชาชนเกิดความรู้สึกหมดที่พึ่งหรือสิ้นหวังกับรัฐบาลแล้ว อะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละครับ