
ไทยนี้รักสงบ
เหลืออีกเพียงไม่ถึง 10 วัน ก็จะเป็นวันพิพากษาคดียึดทรัพย์จำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วันที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งมิคสัญญีในสังคมไทย ด้วยความเชื่อว่า ไม่ว่าผลการตัดสินขององค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะ
ย่อมต้องสร้างความไม่พึงพอใจให้แก่คนไทยมีสีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจนถึงขั้นก่อเหตุวุ่นวาย ให้สังคมไทยไร้สิ้นความสงบสุข โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อสีแดง ที่ตกเป็นจำเลยของสังคมในทุกครั้งที่มีเหตุระเบิด หรือมีความไม่ปกติเกิดขึ้นในห้วงระยะเวลานี้ ทั้งที่ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา การใช้ระเบิดทำลาย หรือข่มขวัญฝ่ายตรงข้าม ในทางการสอบสวน ยังไม่สามารถยืนยันผู้กระทำผิดได้เลยแม้แต่รายเดียว
เมื่อไม่มีผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ เมื่อประสิทธิภาพการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการก่อเหตุร้ายระดับชาติไม่เคยปรากฏ จึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายสันนิษฐาน หรือฝ่ายตั้งสมมติฐาน จะวิเคราะห์วิจารณ์ คาดเดากันไปต่างๆ นานา ง่ายที่สุด ก็คือ เมื่อเกิดเหตุอันน่าเชื่อว่ามุ่งกระทำต่อฝ่ายใด ก็จะต้องเป็นฝีมือฝ่ายตรงข้ามนั่นเองที่เป็นฝ่ายกระทำ เช่น เมื่อมีเหตุสร้างความปั่นป่วนเกิดขึ้นก่อนหน้าที่ศาลจะมีคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็จะต้องเป็นฝีมือของฝ่ายสนับสนุนเสื้อแดง ตรรกะเช่นนี้อาจรับฟังได้ แต่ไม่ควรเชื่อทั้งหมด เพราะจะทำให้ตั้งตนอยู่ในความประมาท
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามถึงระเบิดเอ็ม 79 ที่ยิงไปยังฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาลว่า อาวุธประเภทนี้ คนธรรมดาไม่น่าจะมี ส่วนจะเป็นคนมีสีนอกแถวหรือไม่ ต้องติดตาม สมมติฐานเบื้องต้นที่ดูเหมือนจะยอมรับตรงกันทุกฝ่าย ก็คือ ผู้ก่อเหตุไม่ใช่คนธรรมดา แต่อย่างน้อยต้องเป็นคนที่เกี่ยวข้อง หรือเคยเกี่ยวข้องกับการครอบครอง หรือใช้อาวุธสงคราม ประเด็นก็คือ แล้วคนกลุ่มนี้เป็นใคร เหตุใดการกระทำที่อุกอาจ หลายครั้งต่อเนื่อง โดยไม่หวั่นเกรงกฎหมายบ้านเมืองจึงไม่สามารถสืบสวน สอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดได้ นี่อาจจะเป็นคำถามของสังคมไม่แตกต่างไปจากคำถามที่ว่า หลังสิ้นเสียงอ่านคำพิพากษาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมนี้
แน่นอนว่า เราต้องเรียกว่าภาวะบ้านเมืองขณะนี้อยู่ใน “สภาพที่ไม่ปกติ” คือสภาพที่ข่าวสารบ้านเมือง ได้ก่อให้เกิดผลในเชิงจิตวิทยา ทำให้ผู้คนวิตกจริต หวาดกลัวภัยซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร คล้ายสังคมต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการประกอบสร้างข่าวของสื่อสารมวลชน ที่ไหลเทไปตามกระแสของเหตุการณ์ อีกส่วนหนึ่งมาจากการฮึกเหิม ได้ใจของผู้ที่ก่อเหตุที่สามารถทำให้ปฏิบัติการข่มขวัญ เป็นเรื่องใหญ่โตจนทำให้เกิดความหวาดวิตกกันไปทั้งเมือง ตั้งแต่ทำเนียบรัฐบาลไปจนถึงชาวบ้านร้านตลาด คนไทยทุกคนจักต้องยืนยันความรักสงบ ด้วยการไม่หวั่นไหวไปกับปรากฏการณ์เหล่านี้ และเรียกสติคนรอบข้างให้อยู่ในความสงบ



