
สุเทพคาดสรุปคดีทนายสมชายส่งฟ้องภายใน1-2เดือน
ภรรยาและครอบครัว ออกแถลงการณ์ ครบรอบ5ปีการถูกบังคับให้สูญหายของทนายสมชาย นีละไพจิตร จี้รัฐบาล ดีเอสไอ ทำคดีสามีอย่างโปร่งใส ไร้การแทรกแซงด้วยความไม่เป็นธรรม วอรรัฐบาลเร่งรัดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม หวังเป็นที่พึ่ง ให้ความเป็นธรรมอย่างเสมอภาคโดยไม่เลือก
(11มี.ค.) นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.)และประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ภรรยานายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และอดีตรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ได้ออกแถลงการณ์เนื่องโอกาสครบรอบ5ปีการถูกบังคับให้สูญหายของทนายสมชาย นีละไพจิตร ผู้เป็นสามี
นางอังคณา ระบุว่าเนื่องในโอกาสครบ5ปี การถูกบังคับให้สูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร ดิฉันและครอบครอบครัวต้องขอขอบพระคุณอย่างสูงต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ให้ความสนใจ และหยิบยกคดีนี้เป็นคดีสำคัญที่รัฐบาลจะเร่งรัดติดตามหาความจริง ให้ความเป็นธรรม และนำตัวผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย
ภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 มกรคม 2549 ว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งนาย กับพวกอีก 3 -5 คนเป็นผู้ผลักนายสมชาย นีละไพจิตร ขึ้นรถแล้วหายไปจนถึงวันนี้ ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และคดีการสูญหาย (คดีฆ่า) อยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ
อีกทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้รับเรื่องสอบสวนกรณีที่นายสมชายได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงซ้อมทรมานผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการควบคุม และ เชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นายสมชายถูกทำให้หายตัวไป รวมทั้งคณะทำงาน ด้านผู้ถูกบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจ ของ สหประชาชาติ ( Working Group on Enforced or Involuntary Disappearances -UNWGED ) ได้รับคดีการสูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นหนึ่งในคดีคนหายของสหประชาชาติ เมื่อวันที่1 มิถุนายน พ.ศ.2548
ตลอดระยะเวลา 5ปีที่ผ่านมา คดีการสูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร ถูกแทรกแซงจากทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการระดับสูงมาโดยตลอด อีกทั้งมีความพยายามเผยแพร่ข่าวว่านายสมชาย นีละไพจิตร เกิดอาการหัวใจวายกระทันหัน เมื่อถูกผลักขึ้นรถ ทั้งที่คุณสมชายไม่เคยป่วยเป็นโรคหัวใจมาก่อน ทั้งนี้เพื่อเบี่ยงเบนข้อหาฆาตกรรม เป็นเพียงแค่ข้อหาปิดบังอำพราง และทำลายศพ จึงเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งในการหาความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากคดีนี้มีความเกี่ยวพันถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายฝ่าย การคลี่คลายคดีจึงขึ้นอยู่กับความจริงใจของรัฐบาล โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งถูกกล่าวหาจากสังคมมาโดยตลอดถึงความผูกพัน ความใกล้ชิดกับบรรดาผู้ถูกกล่าวหา และผู้เกี่ยวข้อง ในฐานะที่ผู้บริหารระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษต่างเคยเป็นอดีตข้าราชการตำรวจ
เนื่องในโอกาสครบ5ปีการที่นายสมชาย นีละไพจิตรถูกทำให้หายตัวไป ซึ่งตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 และ62 ให้ถือว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย ดิฉันจึงขอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและกรมสอบสวนคดีพิเศษดังนี้
1. ขอให้รัฐบาลและกรมสอบสวนคดีพิเศษแสดงความจริงใจในการทำคดีการสูญหายของคุณสมชาย นีละไพจิตร อย่างโปร่งใส เป็นธรรม ปราศจากการแซงแทรงด้วยความไม่เป็นธรรม เพื่อสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงของก็ตาม
2. ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาสอบปากคำและให้การในฐานะพยาน กรณีที่มีคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณได้เข้าไปขอค้นข้อมูลทะเบียนราษฎร์ที่มีรูปถ่ายหน้าตรงของคุณสมชายโดยไม่แจ้งเหตุผล อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณเองได้เคยกล่าวแก่สาธารณชนว่า นายสมชาย นีละไพจิตร เสียชีวิตแล้ว
3. กระบวนการยุติธรรมไทย โดยเฉพาะองค์กรปฏิรูปกฎหมาย ต้องสามารถให้คำตอบแก่ครอบครัวและสาธารณชนได้ว่า หากไม่พบวัตถุพยาน ที่บ่งบอกว่านายสมชาย นีละไพจิตร เสียชีวิตแล้วจะดำเนินการอย่างไรเพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อยุติปัญหาการลักพาตัว และการบังคับให้บุคคลสูญหายโดยการทำลายศพ
4. ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ โปร่งใส ปราศจากการถูกแทรกแซง และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมไทยสามารถเป็นที่พึ่งและให้ความเป็นธรรมให้แก่คนไทยทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน โดยไม่เลือกปฏิบัติ
5. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหายขององค์การสหประชาชาติปี พ.ศ. 2549 เพื่อเป็นหลักประกัน และให้ความคุ้มครองแก่คนไทยมิให้ต้องตกเป็นเหยื่อของการบังคับให้สูญหายจากเจ้าหน้าที่รัฐอีกต่อไป
สุดท้าย ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาล รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ในการให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน และสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ในสถานการณ์ที่สังคมไทยยังคงมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่อย่างต่อเนื่อง และพร้อมกันนี้ดิฉันต้องขอขอบพระคุณประชาชนไทยทุกคน รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งใน และต่างประเทศ ที่ร่วมกันพิสูจน์ให้ห็นว่า การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมนั้นไม่มีพรมแดน และทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่าในท่ามกลางความยากลำบากในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมถึงในภาวะที่ต้องเผชิญกับการถูกข่มขู่คุกคามนั้น ยังมีมิตรภาพรวมทั้งน้ำใจไมตรีและความห่วงใย จากผู้คนร่วมสังคม ซึ่งทำให้ดิฉันและผู้เสียหายอีกมากมายสามารถอดทน ยืนหยัด และมีกำลังใจในการที่จะแสวงหาความเป็นธรรมต่อไป
“สุเทพ”คาดสรุปคดีทนายสมชายส่งฟ้องภายใน1-2เดือน
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน เสวนา “5 ปี การหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ” โดยให้สัมภาษณ์ว่า การหายตัวของนายสมชายแม้ไม่ได้อยู่ในความสนใจของชาวต่างประเทศ แต่คนไทยที่รักความยุติธรรม ก็รู้สึกเสียใจและสนใจติดตามคดีนี้ด้วย ทั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่ารัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ไม่ได้ให้ความสนใจและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีดังกล่าวอย่างจริงจัง กลับปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างมีอุปสรรคปัญหามาก แต่เมื่อนายอภิสิทธิ์ มารับหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี ให้ความเอาใจใส่ในเรื่องนี้และกำชับให้ดีเอสไอเร่งรัดดำเนินคดีอย่างจริงจัง อีกทั้งยังมอบหมายให้พล.ต.อ.ธานีทำงานร่วมกับดีเอสไอแล้วรายงานต่อรัฐบาลถึงปัญหาอุปสรรคในการดำเนินคดีนี้ เพื่อจะได้มีการสั่งการแก้ไขต่อไป ส่วนตนรับผิดชอบกำกับดูแลงานของ สตช.และกระทรวงยุติธรรมที่มีดีเอสไอสังกัดอยู่ จึงได้รับมอบหมายจากนายกฯให้ติดตามคดีเหล่านี้ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่าเจ้าหน้าที่ได้แจ้งหรือไม่ว่ามีปัญหาอุปสรรคในส่วนใดอย่างไรหรือมีจุดที่รัฐบาลเก่าไม่ให้ความสนใจ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีหลายประเด็น เช่น กระบวนการคุ้มครองพยาน ซึ่งเราก็ต้องทำ และยังมีบางเรื่องที่ตนขอไม่นำมาพูด แต่รัฐบาลชุดนี้ได้แก้ไขให้ทุกประการตามที่พล.ต.อ.ธานีและดีเอสไอร้องขอ
ทั้งนี้จากการรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตนเห็นว่าทางเจ้าหน้าที่มีความตั้งใจและเขายืนยันว่ามีผลการสอบสวนและหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถนำสำนวนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ ซึ่งคงใช้เวลาอีกไม่นานโดยอาจภายใน 1-2 เดือนนี้จะได้ข้อสรุปเรื่องดังกล่าว ส่วนจะมีนักการเมืองเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ตนยังไม่อยากลงลึกในรายละเอียด อย่างไรก็ตามยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่มีการจับแพะ
พ.ต.ต.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะโฆษกกรมฯ ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมในการพยายามคลี่คลายคดีการหายตัวไปของนายสมชาย ซึ่งกรมฯในฐานะที่รับคดีนี้ไว้เป็นคดีพิเศษ ได้ดำเนินการอย่างเต็มความสามารถในทุกประเด็น ซึ่งขณะนี้ได้มีคณะทำงานที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บัญชาการทหารเรือในการส่งนักประดาน้ำ 12 คนลงไปดำน้ำในแม่น้ำแม่กลองบริเวณใต้สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองภายใน อ.เมือง จ.ราชบุรี ซึ่งเรามีเบาะแสที่ว่ามีอาจพบพยานวัตถุที่สำคัญ โดยเราได้ดำเนินการขั้นตอนนี้มานาน 2 สัปดาห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน อาทิ กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากรกองทัพเรือ และเจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์
เมื่อถามว่าถ้าถึงที่สุดแล้วยังไม่สามารถพบพยานวัตถุดีเอสไอจะดำเนินการต่อไปในการหาความคืบหน้าในคดีนี้อย่างไร โฆษกกรมดีเอสไอ กล่าวว่า ความพยายามในการค้นหากระดูกหรือชิ้นส่วน เรามีความหวังว่าถ้าพบ จะทำให้คดีการฆ่าผู้อื่นมีความชัดเจนและแน่นหนามากขึ้น เพราะจะสามารถตอบคำถามได้ว่าที่ระบุว่าการฆ่าผู้อื่นนั้น ผู้อื่นคือใคร เป็นตัวนายสมชายใช่หรือไม่ และใครทำให้ตาย ที่ไหน อย่างไร ซึ่งทั้งหมดจะเป็นการได้มาซึ่งวัตถุพยานสำคัญในการทำคดีนี้ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าเรามีความหวังเฉพาะเรื่องกระดูกเท่านั้น แต่ยังดำเนินการในเรื่องอื่น ๆ พร้อมกันไป ทั้งพยานบุคคล พยานแวดล้อม และวัตถุพยานส่วนอื่น ๆ
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าดีเอสไอไม่มีการติดตามกรณีการหายตัวพ.ต.ต.เงิน ทองสุข ซึ่งเป็นหนึ่งในตำรวจ 5 นายที่พัวพันคดีของนายสมชายว่าหายตัวไปจริงหรือไม่ หรือเสียชีวิตแล้ว ทั้งที่ถือเป็นจำเลยสำคัญ พ.ต.ต.ณรัชต์ กล่าวว่า เรายังตั้งข้อสันนิษฐานว่าพ.ต.ต.เงินยังไม่เสียชีวิต เพราะยังไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ อีกทั้ง คดีของพ.ต.ต.เงิน คดีปล้นทรัพย์ และคดีกักขังหน่วงเหนี่ยว อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) แต่เราจะรับผิดชอบเฉพาะคดีการหายตัวไปของนายสมชาย ทั้งนี้ สตช.กับดีเอสไอประสานงานร่วมกันอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เพราะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการหายตัวไปของนายสมชาย คือ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้เข้ามาดูแลเป็นพิเศษ



