ข่าว

นครบาลขอกำลังทหารร่วมตั้งด่านฯจุดเสี่ยงทั่วกทม.

นครบาลขอกำลังทหารร่วมตั้งด่านฯจุดเสี่ยงทั่วกทม.

17 ก.พ. 2553

“โฆษกรัฐ” ย้ำแผน คุมเข้ม “สามบวกหนึ่ง” ป้องกันแดงป่วน ลั่น พร้อมรับมือทุกทาง 50 กองร้อย “ตรึงแล้ว” เคลื่อนได้ ไม่ต้องรอนายกฯเรียกประชุม เย้ย “จตุพร” ปูดแผนลับ ที่แท้แค่คู่มือ จนท. เตรียมเผยแพร่ ปชช. จวกอย่าพูดทำชาวบ้านตกใจ "กษิต"ไม่หวั่นกลุ่มเสื้อแดงบุก

 (16ก.พ.) นายปณิธาน วัฒนายากร กล่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงการจัดตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง(คตม.) ว่า คตม.จะทำหน้าที่ 2 ประการคือปฎิบัติตามแผนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) โดยจะติดตามในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ไม่ใช่เสื้อแดงเพียงอย่างเดียว และทำหน้าที่สื่อสารทำความเข้าใจกับภาคประชาชนว่าจะทำอย่างไร ในช่วงที่ยังไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง โดยการประเมินจะทำกันวันต่อวัน และอาจจะตลอดทั้งวันเพื่อให้สามารถปรับแผนไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

 ส่วนที่นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง อ้างว่ารัฐบาลมีแผนลับที่รัฐบาลจะใช้ความรุนแรงกับกลุ่มเสื้อแดง นั้น นายปณิธาน กล่าวว่า แผนดังกล่าวอาจจะเป็นคู่มือการทำงานของเจ้าหน้าที่ ที่ สมช.เสนอในที่ประชุมวันที่ 4 ก.พ.โดยจะมีการกำหนดว่าเมื่อเจ้าหน้าที่อยู่ในสถานการณ์จะต้องทำอย่างไร ต้องใช้อุปกรณ์อะไร ขออนุญาตใคร ซึ่งระยะนี้มีการประชุมซักซ้อมหลายครั้งโดยคู่มือดังกล่าวอาจจะรั่วไหลออกมาได้ เพราะมีการแจกเป็นร้อยๆชุด อย่างไรก็ตามหลังจากนี้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯและกรมกิจการพลเรือนกำลังหารือกันเพื่อหาทางนำคู่มือดังกล่าวเผยแพร่ต่อประชาชน

 “ถ้าแกนนำเสื้อแดงเห็นว่ารัฐบาลมีแผนปฎิบัติการที่ไม่ชอบมาพากลหรือผิดกฎหมายก็ขอให้รีบส่งข้อมุลมา อย่าพูดเพื่อให้ประชาชนตกใจเท่านั้น”โฆษกรัฐบาล กล่าว

 นายปณิธาน กล่าวว่า สำหรับการรับมือสถานการณ์ขณะนี้เข้าสู่ช่วงที่ 2 คือ การยกระดับเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ.เป็นต้นไป จะจุดตรวจมากขึ้น ขั้นพื้นฐานสถานีตำรวจแห่งละ 2 จุด และจุดตรวจร่วมตำรวจ ทหาร เทศกิจ รักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญ แบ่งเป็น สามกลุ่มบวกหนึ่ง คือ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และภาคประชาชน โดยจะเน้นที่ชุมชน สถานที่ที่มีความสำคัญต่อการคมนาคม สถานีโทรคมนาคมสื่อสาร เป็นต้น

 “หากสถานการณ์ยังปกติรัฐบาลก็จะใช้กฎหมายทั่วไป แต่ถ้ามีการคุกคามความสงบเรียบร้อย ก็จะใช้กฎหมายพิเศษ คือ พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยรัฐบาลก็พร้อมจะตั้งศูนย์รักษาความปลอดภัย ประกาศพื้นที่ฉุกเฉิน ให้ทหารจะเข้ามาเป็นหลักในการดำเนินการ รัฐบาลพร้อมจะปรับแผนอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้ทหาร 50 กองร้อยพร้อมเคลื่อนที่โดยไม่นายกฯไม่ต้องเรียกประชุมอีกแล้ว โดยนายกฯจะใช้แผนนี้ดูแลความสงบไปจนถึงต้นเดือนมี.ค.53

 ส่วนการตรวจสอบเส้นทางเงินที่โอนจากต่างประเทศไปยังแกนนำกลุ่มเสื้อแดง นายปณิธาน กล่าวว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังตรวจสอบอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้บางกลุ่มไม่พอใจ และเมื่อมีการตรวจสอบก็จะมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายเงิน อย่างไรก็ตามการตรวจสอบของหน่วยงานเป็นไปตามกลไกกฎหมายและหน้าที่ของหน่วยงาน เราไม่ได้ตรวจสอบกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ตรวจทุกแนวชายแดน ทุกกลุ่ม หลายพื้นที่มีข้อมูล โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการตรวจสอบพบเส้นทางการเงินจนสามารถดำเนินคดีจนเรื่องอยู่ที่ศาล

"กษิต"ไม่หวั่นกลุ่มเสื้อแดงบุกบัวแก้วไม่เพิ่มกำลังรปภ.

 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมจะเดินทางมาชุมนุมที่กระทรวงการต่างประเทศ ว่า ในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  ได้พูดคุยกันถึงแผนปฏิบัติงานและควบคุมดูแลให้เกิดความสงบได้สมบูรณ์แล้ว ซึ่งไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ก็จะมีกฎหมายรองรับในทุกระดับ  ซึ่งยืนยันว่าการปฏิบัติทุกอย่างจะเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและหลักสากล  ไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้ชี้แจงสถานการณ์ปัจจุบันให้กับคณะทูตต่างประเทศ และหอการค้าต่างประเทศ ได้รับทราบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว เพื่อให้ประชาคมโลกเกิดความมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถดูแลความปลอดภัยของนักธุรกิจ  นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย

  โดยนายกรัฐมนตรี ได้วิงวอนกับกลุ่มที่จะประท้วงว่า  สามารถทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่รัฐบาลจะไม่ยินยอมให้ใช้ความรุนแรง  ส่วนการแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังในการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยของสถานทูตต่างๆ
นั้นถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งตัวเลขนักท่องเที่ยวเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมานั้นมี 1.6 ล้านคน และคาดว่าเดือนก.พ.นี้ ก็น่าจะอยู่ที่ล้านกว่าเช่นกัน  ซึ่งนักท่องเที่ยวทราบสถานการณ์ในประเทศไทยดี อยากถามว่าคนเสื้อแดงอยากเห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือนละ 2 ล้านคนหรือไม่ ถ้าอยากเห็นอย่างนั้น อย่าออกมาประท้วงบ้า ๆ บอๆ

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ราชการที่ต้องเฝ้าระวัง จะต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างไร นายกษิต กล่าวว่า  อยู่ในแผนใหญ่ของรัฐบาลที่จะดูแล ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการประชุมภายในเพื่อเตรียมการป้องกัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้วิตกกังวล อย่าตื่นตระหนก

 ถามว่าในส่วนของนายกษิต จะต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลออดภัยเป็นพิเศษหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า คงไม่มี แต่ก็ต้องระวังตัว ไม่ประมาท และเชื่อมั่นในขีดความสามารถของข้าราชการฝ่ายความมั่นคงที่มาดูแลตนอย่างใกล้ชิด

  ผู้สื่อข่าวถามว่ามองอย่างไร ที่คนเสื้อแดงระบุว่ารัฐบาลพยายามสร้างสถานการณ์ความรุนแรงและป้ายความผิดให้กับคนเสื้อแดง นายกษิต กล่าวว่า ไม่มี นายกรัฐมนตรี ได้เข้มงวดอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

  เมื่อถามต่อว่า จะมีการติดตามความเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี ในช่วงนี้อย่างใกล้ชิดด้วยหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า เป็นเรื่องของสำนักงานอัยการสูงสุด และตำรวจที่จะดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนกระทรวงได้ให้ข้อมูลกับรัฐบาลต่างประเทศ เป็นระยะเพื่อชี้แจงพฤติกรรมของพ.ต.ท.ทักษิณ กับประเทศไทยเป็นอย่างไร  ทำความปั่นป่วนเสียหายอะไรบ้าง ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าขี้แจงตามข้อเท็จจริง  ซึ่งเชื่อว่าในหลายรัฐบาลที่ให้ที่พักพิงกับอดีตนายกรัฐมนตรี ได้ใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาว่าควรทำสิ่งใดที่จะถูกต้องตามครรลอง

รัฐบาลเตรียมตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุ-เบาะแสจากประชาชน

 นายสาทิตย์ กล่าวถึงปัญหาการเคลื่อนไหวทางการเมือง ว่า ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีเป้าหมายชัดเจน ต้องการกดดันศาลในคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลเป็นห่วงว่าผลจากคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.พ.นี้ อาจจะถูกใช้เป็นชนวนเพื่อนำไปสู่การชุมนุมที่เกิดการบานปลาย หากรัฐบาลไม่ชี้แจงถึงวิธีหากระบวนการยุติธรรมของประเทศอาจจะเกิดปัญหาได้ เพราะจะมีการเปิดให้คู่ความทั้ง 2 ฝ่ายหักล้างกันได้อยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการใช้กระบวนการอย่างเต็มที่ รัฐบาลต้องการชี้แจงให้เห็นขบวนการเหล่านี้เพื่อให้สังคมเข้าใจที่มาที่ไป ซึ่งก่อนถึงวันที่ 26 ก.พ.รัฐบาลต้องทำอย่างเต็มที่ ส่วนกรณีที่มีการวางแผนคุ้มกันโรงพยาบาลศิริราช ตนเข้าใจว่าแกนนำนปช.พยายามทำให้สถานการณ์สับสน ทั้งนี้จะมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างเต็มที่

 ผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเรียกร้องถึงความรับผิดชอบที่นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคฯ กล่าวหาคนเสื้อแดงจ้าง 3 ล้าน ปาสิ่งปฏิกูลใส่บ้านนายกฯ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ต้องมีการแยกแยะให้ออกระหว่างการให้ข้อเท็จจริงกับการแสดงความคิดเห็น ซึ่งสิ่งที่ต้องทำในขณะนี้คือการให้ข้อเท็จจริงแก่สังคม ซึ่งมีบางฝ่ายพยายามสร้างความสับสนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรพ.ศิริราช แผนลับ หรืออะไรต่าง ๆ แต่เป้าหมายของรัฐบาล คือ ต้องการทำความเข้าใจให้สังคมด้วยข้อเท็จจริง ซึ่งตนเป็นหนึ่งในคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) ซึ่งเป้าหมาย คือ การใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ไม่ได้เป็นการไปต่อสู้กลุ่มผู้ชุมนุม แต่เป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น การชี้แจงของแต่ละฝ่ายคงต้องคุยกัน โดยต้องแยกให้ออกระหว่างการให้ข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น กับเรื่องความคิดเห็นที่ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ซึ่งจะทำให้สถานการณ์มีความชัดเจน ไม่ถูกนำไปปั่นจนกลายเป็นความสับสน เพราะขณะนี้มีบางกลุ่มต้องการให้เกิดความสับสนแน่นอน เพื่อนำไปเป็นชนวนในการเคลื่อนไหวต่อไป

 ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่ นายมานิต จิตต์จันกลับ ซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษา ออกมาปลุกผู้ชุมนุมให้เอาอาวุธออกมา นายสาทิตย์ กล่าวว่า คำพูดลักษณะนี้ตนกำลังให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่ ว่าหากถึงขั้นที่ผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ แต่เห็นชัดเจนว่ากลุ่มคนเหล่านี้ต้องการสร้างความสับสนให้เกิดขึ้น และมีเจตนาสร้างความรุนแรง แต่เป้าหมายของรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง

 ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มนปช.ออกมาข่มขู่ถึงความปลอดภัยของบิดานายกรัฐมนตรีและตัวนายกฯด้วยนั้นรมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าเขามีจุดประสงค์ ที่ต้องการให้เกิดความเกรงกลัว โดยให้สอดคล้องกับเหตุระเบิดต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การต่อรองอะไรบางอย่าง แต่กระบวนการยุติธรรมไทยต่อรองไม่ได้ ซึ่งรัฐมีหน้าที่ดูแลประชาชนและนายกฯก็ทราบถึงข้อนี้ และได้ทำความเข้าใจกับครอบครัว ส่วนเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัยต้องทำอย่างเต็มที่ จะกลัวคนเหล่านี้ไม่ได้ การจัดการทางกฎหมายต้องทำต่อไปอย่างเด็ดขาดแต่ต้องไม่กลัว และฝ่ายรักษาความปลอดภัยต้องทำงานหนักอย่างเต็มที่ ต้องรู้ว่าบางคนที่พยายามเข้ามาประชิดตัวนายกฯมีเจตนาอะไร มีท่าทีต้องการเข้ามาข่มขู่หรือทำร้ายหรือไม่ แต่ทั้งนี้นายกฯ เป็นคนใจดีได้สั่งตลอดว่า ถ้าเขามาแสดงความคิดเห็นเฉย ๆ ก็ปล่อยไป ยกเว้นว่ามีเจตนามาทำร้ายถึงดำเนินการ อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยได้ คุยกัน พบว่ามีจุดเสี่ยงที่ต้องเข้ามาดูแล้วอย่างใกล้ชิด

 วันนี้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไม่ได้หยิบยกสถานการณ์มาพูดคุยกัน เพราะเป็นหน้าที่ของคตม. ทั้งนี้ในส่วนการดูแลความปลอดภัยของรัฐมนตรียังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่ทุกคนก็พยายามดูแลตัวเองอยู่แล้ว เพราะเป็นบุคคลสาธารณะในช่วงนี้จึงต้องระมัดระวัง ส่วนความปลอดภัยของครอบครับครม.นั้น ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่แล้ว ซึ่งรวมไปถึงองคมนตรี และองค์คณะผู้พิพากษาด้วย แต่ทั้งนี้ คงต้องขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสในเรื่องนี้ด้วย

 อย่างไรก็ตาม วันพฤหัสบดีที่ 18 ก.พ.นี้ เวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงต่อสื่อมวลชน ถึงแนวทางปฏิบัติการใช้กำลังรักษาความสงบต่างๆ และขณะนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการทำศูนย์รับแจ้งเหตุ เพื่อให้ประชาชนช่วยชี้เบาะแส เช่น กรณีการยิงเอ็ม 79 ผมเชื่อว่าต้องมีคนเห็น แต่ไม่รู้ว่าจะโทรศัพท์แจ้งที่ไหน จึงต้องขอความร่วมมือกัน เพราะหน้าที่ของรัฐบาล คือ การรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ลำพังคนที่อยู่ในข่ายถูกอีกฝ่ายหนึ่งขู่ก็ต้องดูแลอยู่แล้ว กลัวนั้นคงไม่กลัว แต่เราต้องดูแลความปลอดภัยในที่สาธารณะ ผมเข้าใจดีว่าการทำหน้าที่ของทุกฝ่ายไม่ใช่เรื่องง่าย เราอยู่ที่สว่างแต่คนที่คิดร้ายอยู่ที่มืดไม่รู้เขาคิดอะไรตอนไหน 

 ส่วนกรณีที่ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่า รัฐบาลใช้สื่อของรัฐทำลายชื่อเสียงพรรคเพื่อไทย , กลุ่มคนเสื้อแดง และ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนยืนยันว่าสื่อของรัฐมีหน้าที่เผยแพร่ข้อเท็จจริง และการทำความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะช่วงนี้สถานการณ์มีความอ่อนไหว เพราะมีบางกลุ่มใช้ข้อมูลเท็จเผยแพร่ทั้งบนดินและใต้ดินจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีสถาบันที่อยู่นอกเหนือการเมือง กระบวนการยุติธรรม และระบุว่ารัฐบาลมี 2 มาตรฐาน ดังนั้น เป้าหมายการใช้สื่อของรัฐก็เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง เพราะปัญหาใหญ่ขณะนี้ คือ มีกระบวนการที่เคลื่อนไหวทางการเมือง มีเป้าหมายชัดเจน คือ ต้องการกดดันศาลในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเหมือนกับตอนคดีซุกหุ้น เมื่อปี 2544

 สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วง คือ ผลของคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.พ.อาจถูกใช้เป็นชนวนเพื่อนำไปสู่การดำเนินการ ให้การชุมนุมบานปลาย ดังนั้น ถ้าเราไม่ชี้แจงวิธีการของกระบวนการยุติธรรมในประเทศ ก็อาจจะเกิดปัญหาได้ เพราะกระบวนการยุติธรรมในประเทศสามารถที่จะเปิดโอกาสให้คู่ความ 2 ฝ่ายสามารถหักล้างกันได้อยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็ใช้กระบวนการอย่างเต็มที่ ดังนั้น สิ่งที่รัฐเผยแพร่ก็คือ ต้องการให้เห็นข้อเท็จจริงในเรื่องเหล่านี้ สังคมจะได้เข้าใจถึงที่มาที่ไป และจากนี้ไปการชี้แจงของรัฐบาลจะเข้มข้มขึ้น โดยในช่วงก่อนวันที่ 26 ก.พ.ก็ต้องทำเต็มที่ ส่วนความถี่ก็เป็นไปตามที่ได้เตรียมการไว้แล้ว

นครบาลถกศูนย์กู้ชีพ-มูลนิธิอาสาฯแก้ไขสัณญาณไฟ

 พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น. ประชุมร่วมกับ นพ.เพชรพงษ์ กำจรกิจการ ผอ.ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร นายกฤษณ์ธรรม กสิกรรังสรรค์ ตัวแทนมูลนิธิป่อเต๊กตึ้ง นายบุญเสริม ศุภศรี ตัวแทนมูลนิธิร่วมกตัญญู และเจ้าหน้าที่จาก รพ.ตำรวจ รพ.ราชวิถี ศูนย์เอราวัณ อาสาสมัครต่างๆ เพื่อรับทราบข้อกฎหมายและระเบียบการติดตั้งสัญญานไฟวับวาบที่ถูกต้อง เป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกัน สรุปสาระสำคัญได้ว่า รถที่ใช้สัญญานไฟแดง ได้ คือ รถดับเพลิง มีสีแดงตลอดคัน มีอุปกรณ์ดับเพลิงประจำรถ เช่น สายสูบน้ำ หัวฉีด แต่งกายเครื่องแบบอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยขณะปฏิบัติหน้าที่

 รถที่ใช้สัญญานไฟแดงและน้ำเงิน ได้ คือ รถบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ที่มีหลังคาปกปิดพร้อมอุปกรณ์การแพทย์และเครื่องช่วยชีวิตฉุกเฉินประจำรถ ได้รับการรับรองมาตราฐานจากปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยรถของ ศูนย์กู้ชีพฯ และมูลนิธิทั้งสองแห่ง จะยื่นขออนุญาตให้ถูกต้อง จะไม่นำรถยนต์เก๋ง รถกระบะที่ไม่มีหลังคา รถจักรยานยนต์ มาติดตั้งสัญญานไฟแดงและน้ำเงิน เพื่อเป็นรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินอย่างเด็ดขาด

 พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวว่า ตัวแทนทั้งสองมูลนิธิเข้าใจเหตุผลของระเบียบปฏิบัติและกฎหมายการใช้สัญญานไฟ วับวาบประเภทต่างๆเป็นอย่างดีแล้ว จะนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนรถยนต์ของอาสาสมัครทั้งสองมูลนิธิจะเปลี่ยนมาติดตั้งสัญญานไฟสีเหลือง แทน เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม โดยทุกคันจะยื่นขออนุญาตผ่านมูลนิธิให้ถูกต้องทั้งหมด คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายน สำหรับรถยนต์ของอาสาสมัครกู้ภัยในหน่วยงานนิติบุคคลอื่นๆ ควรรีบแก้ไขให้ถูกต้อง ในกรุงเทพฯ ยื่นขออนุญาตใช้สัญญานไฟวับวาบ ที่ บก.จร ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ส่วนต่างจังหวัด สามารถยื่นได้ที่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนั้นๆ การจัดระเบียบการใช้สัญญานไฟวับวาบนี้ เพื่อป้องกันการสับสนของผู้ใช้รถใช้ถนน และประชาชนจะได้ช่วยอำนวยความสะดวกจราจร เมื่อเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายขึ้นจริงๆ

นครบาลขอกำลังทหารร่วมตั้งด่านฯจุดเสี่ยงทั่วกทม.

 ผู้สื่อข่าวราบงานว่า พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. ในฐานะ ผอ.ศปก.น.มีหนังสือถึงรอง ผบช.น. ศปก.ตร. ศปก.ทภ.1 ศปก.พล.1 รอ. ผบ.มทบ.11 ผบ.พัน สห.11 และผู้เกี่ยวข้อง โดยระบุว่า จากการประชุมความมั่นคง วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ให้ บช.น.ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยกรุงเทพฯ ร่วมกับทหารในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน จึงกำหนดแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้ 1.ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด (ว.43) ร่วมตำรวจ-ทหาร 5 จุด ได้แก่ 1.บริเวณแยกอู่ทองใน 2.แยกศรีอยุธยา ด้านหน้ากระทรวงการต่างประเทศ 3.แยกนางเลิ้ง 4.บริเวณศาลฎีกา และ 5.แยกสี่เสาเทเวศร์

 ทั้งนี้ บก.น.1 จัดกำลังตำรวจจุดละ 4 นาย และ ศปก.ทบ. จัดกำลังทหารสนับสนุนประจำจุดตรวจ 5 นาย (รวม 25 นาย) ปฏิบัติตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2.สายตรวจรถจักรยานยนต์ร่วมตำรวจ-ทหาร โดย บก.น.1 จัดชุดเคลื่อนที่เร็ว 20 นาย และ ศปก.ทบ. จัดกำลังทหารสนับสนุน 20 นาย ปฏิบัติหน้าที่ตรวจร่วมกับสายตรวจรถจักรยานยนต์ ตั้งแต่เวลา 22.00-06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์

 ด้าน พ.ต.ท.เอกรัตน์ เปาอินทร์ รอง ผกก.ปป.ปรท. ผกก.สน.ชนะสงคราม มีหนังสือถึง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ว่า เนื่องจากเป็นช่วงเวลาใกล้ที่ศาลจะตัดสินคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อาจมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลไม่พอใจ รวมถึงมือที่สามที่พยายามสร้างสถานการณ์ โดยเฉพาะสถานที่ซึ่งใช้ตัดสินคดีดังกล่าว เป็นเป้าหมายการขู่ลอบวางระเบิด หรือเป้าหมายในการที่คนร้ายจะยิงด้วยเครื่องยิงระเบิดวิถีโค้งนั้น ขอปรับเปลี่ยนการตั้งจุด ว.43 จากเดิมบริเวณแยกบางลำพู เป็นบริเวณหน้าพระแม่ธรณีบีบมวยผม ถนนราชดำเนินใน (ใกล้ศาลฎีกา)