ข่าว

รัฐบาลเตรียมตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุ-เบาะแสจากปชช.

รัฐบาลเตรียมตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุ-เบาะแสจากปชช.

16 ก.พ. 2553

“สาทิตย์”เผยรัฐบาลเตรียมตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุ-เบาะแสจากประชาชนยันไม่กลัวคำขู่ แต่การทำหน้าที่ของทุกฝ่ายไม่ใช่เรื่องง่าย เหตุ “คนที่คิดร้าย” อยู่ที่มืด เตรียมวางระบบคุ้มกัน “ ครม.-นายกฯ ” เชื่อ บางกลุ่มต้องการสร้างสภานการณ์วุ่นวาย เผย “สั่งฝ่ายกฎหมาย” ดู ค

 (16ก.พ.)  นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาการเคลื่อนไหวทางการเมือง ว่า ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีเป้าหมายชัดเจน ต้องการกดดันศาลในคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลเป็นห่วงว่าผลจากคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.พ.นี้ อาจจะถูกใช้เป็นชนวนเพื่อนำไปสู่การชุมนุมที่เกิดการบานปลาย หากรัฐบาลไม่ชี้แจงถึงวิธีหากระบวนการยุติธรรมของประเทศอาจจะเกิดปัญหาได้ เพราะจะมีการเปิดให้คู่ความทั้ง 2 ฝ่ายหักล้างกันได้อยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการใช้กระบวนการอย่างเต็มที่ รัฐบาลต้องการชี้แจงให้เห็นขบวนการเหล่านี้เพื่อให้สังคมเข้าใจที่มาที่ไป ซึ่งก่อนถึงวันที่ 26 ก.พ.รัฐบาลต้องทำอย่างเต็มที่ ส่วนกรณีที่มีการวางแผนคุ้มกันโรงพยาบาลศิริราช ตนเข้าใจว่าแกนนำนปช.พยายามทำให้สถานการณ์สับสน ทั้งนี้จะมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างเต็มที่

 ผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเรียกร้องถึงความรับผิดชอบที่นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคฯ กล่าวหาคนเสื้อแดงจ้าง 3 ล้าน ปาสิ่งปฏิกูลใส่บ้านนายกฯ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ต้องมีการแยกแยะให้ออกระหว่างการให้ข้อเท็จจริงกับการแสดงความคิดเห็น ซึ่งสิ่งที่ต้องทำในขณะนี้คือการให้ข้อเท็จจริงแก่สังคม ซึ่งมีบางฝ่ายพยายามสร้างความสับสนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรพ.ศิริราช แผนลับ หรืออะไรต่าง ๆ แต่เป้าหมายของรัฐบาล คือ ต้องการทำความเข้าใจให้สังคมด้วยข้อเท็จจริง ซึ่งตนเป็นหนึ่งในคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) ซึ่งเป้าหมาย คือ การใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ไม่ได้เป็นการไปต่อสู้กลุ่มผู้ชุมนุม แต่เป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น การชี้แจงของแต่ละฝ่ายคงต้องคุยกัน โดยต้องแยกให้ออกระหว่างการให้ข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น กับเรื่องความคิดเห็นที่ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ซึ่งจะทำให้สถานการณ์มีความชัดเจน ไม่ถูกนำไปปั่นจนกลายเป็นความสับสน เพราะขณะนี้มีบางกลุ่มต้องการให้เกิดความสับสนแน่นอน เพื่อนำไปเป็นชนวนในการเคลื่อนไหวต่อไป

 ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่ นายมานิต จิตต์จันกลับ ซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษา ออกมาปลุกผู้ชุมนุมให้เอาอาวุธออกมา นายสาทิตย์ กล่าวว่า คำพูดลักษณะนี้ตนกำลังให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่ ว่าหากถึงขั้นที่ผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ แต่เห็นชัดเจนว่ากลุ่มคนเหล่านี้ต้องการสร้างความสับสนให้เกิดขึ้น และมีเจตนาสร้างความรุนแรง แต่เป้าหมายของรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง

 ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มนปช.ออกมาข่มขู่ถึงความปลอดภัยของบิดานายกรัฐมนตรีและตัวนายกฯด้วยนั้นรมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าเขามีจุดประสงค์ ที่ต้องการให้เกิดความเกรงกลัว โดยให้สอดคล้องกับเหตุระเบิดต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การต่อรองอะไรบางอย่าง แต่กระบวนการยุติธรรมไทยต่อรองไม่ได้ ซึ่งรัฐมีหน้าที่ดูแลประชาชนและนายกฯก็ทราบถึงข้อนี้ และได้ทำความเข้าใจกับครอบครัว ส่วนเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัยต้องทำอย่างเต็มที่ จะกลัวคนเหล่านี้ไม่ได้ การจัดการทางกฎหมายต้องทำต่อไปอย่างเด็ดขาดแต่ต้องไม่กลัว และฝ่ายรักษาความปลอดภัยต้องทำงานหนักอย่างเต็มที่ ต้องรู้ว่าบางคนที่พยายามเข้ามาประชิดตัวนายกฯมีเจตนาอะไร มีท่าทีต้องการเข้ามาข่มขู่หรือทำร้ายหรือไม่ แต่ทั้งนี้นายกฯ เป็นคนใจดีได้สั่งตลอดว่า ถ้าเขามาแสดงความคิดเห็นเฉย ๆ ก็ปล่อยไป ยกเว้นว่ามีเจตนามาทำร้ายถึงดำเนินการ อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยได้ คุยกัน พบว่ามีจุดเสี่ยงที่ต้องเข้ามาดูแล้วอย่างใกล้ชิด

 วันนี้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไม่ได้หยิบยกสถานการณ์มาพูดคุยกัน เพราะเป็นหน้าที่ของคตม. ทั้งนี้ในส่วนการดูแลความปลอดภัยของรัฐมนตรียังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่ทุกคนก็พยายามดูแลตัวเองอยู่แล้ว เพราะเป็นบุคคลสาธารณะในช่วงนี้จึงต้องระมัดระวัง ส่วนความปลอดภัยของครอบครับครม.นั้น ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่แล้ว ซึ่งรวมไปถึงองคมนตรี และองค์คณะผู้พิพากษาด้วย แต่ทั้งนี้ คงต้องขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสในเรื่องนี้ด้วย

 อย่างไรก็ตาม วันพฤหัสบดีที่ 18 ก.พ.นี้ เวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงต่อสื่อมวลชน ถึงแนวทางปฏิบัติการใช้กำลังรักษาความสงบต่างๆ และขณะนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการทำศูนย์รับแจ้งเหตุ เพื่อให้ประชาชนช่วยชี้เบาะแส เช่น กรณีการยิงเอ็ม 79 ผมเชื่อว่าต้องมีคนเห็น แต่ไม่รู้ว่าจะโทรศัพท์แจ้งที่ไหน จึงต้องขอความร่วมมือกัน เพราะหน้าที่ของรัฐบาล คือ การรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ลำพังคนที่อยู่ในข่ายถูกอีกฝ่ายหนึ่งขู่ก็ต้องดูแลอยู่แล้ว กลัวนั้นคงไม่กลัว แต่เราต้องดูแลความปลอดภัยในที่สาธารณะ ผมเข้าใจดีว่าการทำหน้าที่ของทุกฝ่ายไม่ใช่เรื่องง่าย เราอยู่ที่สว่างแต่คนที่คิดร้ายอยู่ที่มืดไม่รู้เขาคิดอะไรตอนไหน 

 ส่วนกรณีที่ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่า รัฐบาลใช้สื่อของรัฐทำลายชื่อเสียงพรรคเพื่อไทย , กลุ่มคนเสื้อแดง และ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนยืนยันว่าสื่อของรัฐมีหน้าที่เผยแพร่ข้อเท็จจริง และการทำความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะช่วงนี้สถานการณ์มีความอ่อนไหว เพราะมีบางกลุ่มใช้ข้อมูลเท็จเผยแพร่ทั้งบนดินและใต้ดินจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีสถาบันที่อยู่นอกเหนือการเมือง กระบวนการยุติธรรม และระบุว่ารัฐบาลมี 2 มาตรฐาน ดังนั้น เป้าหมายการใช้สื่อของรัฐก็เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง เพราะปัญหาใหญ่ขณะนี้ คือ มีกระบวนการที่เคลื่อนไหวทางการเมือง มีเป้าหมายชัดเจน คือ ต้องการกดดันศาลในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเหมือนกับตอนคดีซุกหุ้น เมื่อปี 2544

 สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วง คือ ผลของคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.พ.อาจถูกใช้เป็นชนวนเพื่อนำไปสู่การดำเนินการ ให้การชุมนุมบานปลาย ดังนั้น ถ้าเราไม่ชี้แจงวิธีการของกระบวนการยุติธรรมในประเทศ ก็อาจจะเกิดปัญหาได้ เพราะกระบวนการยุติธรรมในประเทศสามารถที่จะเปิดโอกาสให้คู่ความ 2 ฝ่ายสามารถหักล้างกันได้อยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็ใช้กระบวนการอย่างเต็มที่ ดังนั้น สิ่งที่รัฐเผยแพร่ก็คือ ต้องการให้เห็นข้อเท็จจริงในเรื่องเหล่านี้ สังคมจะได้เข้าใจถึงที่มาที่ไป และจากนี้ไปการชี้แจงของรัฐบาลจะเข้มข้มขึ้น โดยในช่วงก่อนวันที่ 26 ก.พ.ก็ต้องทำเต็มที่ ส่วนความถี่ก็เป็นไปตามที่ได้เตรียมการไว้แล้ว