ข่าว

สัญญาณ...อันตรายระเบิด-เอ็ม79เขย่าเมือง

สัญญาณ...อันตรายระเบิด-เอ็ม79เขย่าเมือง

16 ก.พ. 2553

เป็นไปตามคาด ยิ่งใกล้วันพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท การเมืองก็ยิ่งร้อนระอุ แค่ช่วงตรุษจีนและวาเลนไทน์วันเดียวมีเหตุระเบิดถึง 2 ครั้ง 2 ครา ที่ศาลฎีกาและทำเนียบรัฐบาล นัยแห่งอำนาจและศูนย์บริหารบ้านเมืองกับการพิพากษายึดทรัพย์

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ทั้ง 2 คดีมีปัจจัยมาจากเรื่องการเมืองและวันพิพากษา ?!!

 คดีแรกเกิดขึ้นตอนสี่ทุ่มครึ่ง 13 กุมภาพันธ์ 2553 คนร้ายใช้เครื่องยิงลูกระเบิดแบบเอ็ม 79 ถล่มทำเนียบรัฐบาล เช้าวันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้วัตถุระเบิด บก.ตปพ.และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พบว่าจุดเกิดเหตุอยู่ข้างตึกศิลปศาสตร์ ด้านหลังพระอนุสาวรีย์ พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพณิชยการพระนคร ริมคลองเปรมประชากร ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล

 แรงระเบิดทำให้รถยนต์ 2 คัน ได้รับความเสียหาย หลังคาศาลาสังกะสีเป็นรูกว้างราวครึ่งเมตร ตรวจแล้วยืนยันได้ว่าเป็นระเบิดชนิดเอ็ม 79

 ต่อมาผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนของ พฐ.ได้ตรวจหาวิถีกระสุนและจุดยิง พบว่า ทิศทางการยิงเอ็ม 79 มาจากริมถนนหน้าสนามม้านางเลิ้ง หรือบนอัฒจันทร์ภายในสนามม้า ลักษณะการยิงบ่งบอกได้ว่าเป็นผู้มีความชำนาญในการใช้อาวุธชนิดนี้มาก โดยจากจุดดังกล่าวจะมองเห็นเสาธงชาติที่อยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า มือปืนใช้เป็นจุดเล็งและกำหนดวิถีกระสุน แต่เนื่องจากต้องการข่มขู่มากกว่าการทำลายล้าง จึงกดปากกระบอกปืนให้ต่ำลง ทำให้มุมยิงต่ำลง ส่งผลให้ลูกระเบิดตกลงที่พณิชยการพระนคร แต่แนววิถีกระสุนยังเป็นเส้นเดียวกับทำเนียบรัฐบาล

 ส่วนการวิเคราะห์เบื้องต้นกับสมมติฐานที่ว่า ลูกระเบิดโดนต้นไม้ทำให้แนววิถีกระสุนเปลี่ยนไปนั้น ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมให้ความเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าโดนต้นไม้จริงลูกระเบิดจะระเบิดทันที

 ถัดจากเหตุระเบิดเอ็ม 79 ไม่กี่ชั่วโมง นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลฎีกา พบวัตถุระเบิดซุกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ภายในรั้วศาลฎีกา ฝั่งคลองหลอด เจ้าหน้าที่กลุ่มงานตรวจพิสูจน์และเก็บกู้วัตถุระเบิด บก.ตปพ. และเจ้าหน้าที่ พฐ. ก็ต้องออกทำงานกันอีกรอบ ตรวจพบแผงวงจรไฟฟ้าฝังอยู่ในกล่องน้ำผลไม้ และระเบิดซีโฟร์ขนาด 3 ปอนด์ จึงใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงทำลายวงจร

 เมื่อตรวจอย่างละเอียดจึงพบว่า เป็นกล่องน้ำผลไม้บรรจุซีโฟร์ขนาด 3 ปอนด์ มีสายไฟกับแผงวงจรสวิตช์อยู่ในตำแหน่งเปิดพร้อมทำงาน เจ้าหน้าที่คาดว่าจุดระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือ รีโมท หรือนาฬิกาดิจิทัล อานุภาพการทำลายล้างสูง ผู้ที่อยู่ในรัศมี 10 เมตร จะถูกแรงอัดเสียชีวิตทันที

 ก่อนหน้านี้ เมื่อราวปี 2536 เคยมีเหตุการณ์ทางการเมืองลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นมาแล้ว โดยผู้ไม่หวังดีนำระเบิดเอ็ม 26 ใส่ไว้ในกล่องกระดาษ วางไว้บริเวณเสารั้วกำแพงเดียวกันนี้ โดยช่วงนั้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า เป็นเพียงแค่การข่มขู่ เนื่องจากช่วงนั้นศาลแพ่งส่งสำนวนให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีที่นักการเมืองรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี ร้องคัดค้าน คตส.ชุด รสช.ยึดทรัพย์นักการเมือง คล้ายๆ กับเหตุการณ์ช่วงนี้พอดี

 อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายต่างจับตามองว่า สถานการณ์ทางการเมืองนับแต่นี้ไปจะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ด้านการข่าวระดับสูงหน่วยงานด้านการข่าวรายหนึ่ง บอกว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม หน่วยงานด้านการข่าวได้ประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน กรณีเหตุระเบิดเอ็ม 79 และซุกบึ้มศาลฎีกาครั้งนี้ เชื่อว่าเป็นฝีมือของคนกลุ่มเดิม ที่ต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อข่มขู่มากกว่าจะเอาชีวิต เพียงแต่ใช้ตัวละครใหม่ หลีกเลี่ยงตัวละครหน้าเดิมๆ มาปฏิบัติการ เพราะถูกตำรวจจับตามองอยู่

 "เท่าที่การข่าวประเมินกัน เชื่อว่าคนลงมือครั้งนี้เป็นอดีตทหารและอยู่ในกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์จากทหารบางคนบางกลุ่ม ให้ลงมือปฏิบัติการแทน เพื่อข่มขู่และยั่วยุ"

 เจ้าหน้าที่ด้านการข่าวระดับสูงเปิดเผยอีกว่า การประเมินสถานการณ์ล่าสุดเชื่อว่า ก่อนจะถึงวันพิพากษาอาจมีการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงตามจุดต่างๆ ไปเรื่อยๆ เพื่อกดดันไม่ให้มีคำพิพากษาตัดสิน หรือถ้ามีคำพิพากษาก็ต้องยึดทรัพย์แค่บางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด แต่หลังจากนั้นการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มคนต่างขั้วรัฐบาลอาจเพิ่มท่าที แสดงออกถึงความรุนแรงมากขึ้น หรืออาจมีการปิดล้อมสถานที่สำคัญ จึงต้องประเมินกันแบบวันต่อวัน