
สิ้นเสียงเอ็ม79-ซีโฟร์เปิดทางทหาร-ตร.เข้มจุดเสี่ยง
ปฏิบัติการระทึก "ลูบคม" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ ทั้งการขับรถแทรกขบวนนายกฯ ถึง 2 ครั้ง ก่อนจะยิงเอ็ม 79 มาตกข้างทำเนียบรัฐบาล และซุกระเบิดซีโฟร์ไว้ข้างศาลฎีกา
อุณหภูมิทางการเมืองที่พลันร้อนฉ่า ทำให้บรรยากาศมิคสัญญีเมื่อเดือนเมษายนปีก่อนกลับมาอีกครั้ง
แม้คราวนี้เหตุการณ์จะยังไม่เลยเถิดไปถึงคราวนั้น แต่ยิ่งใกล้วันตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มากขึ้นเท่าไร ก็ไม่มีใครกล้ารับประกันได้ว่า ความเลวร้ายจะหวนคืนมาหรือไม่
แม้ว่าการข่าวจะพยายามชี้เบาะแสว่ามี 8 จุดอันตราย ที่เป็นเป้าหมายของผู้ไม่หวังดี แต่ก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้
หน่วยงานด้านความมั่นคง วิเคราะห์ที่มาของเอ็ม 79 และระเบิดซีโฟร์ที่ศาลฎีกาว่า ในแง่มุมหนึ่ง นี่คือสิ่งบอกเหตุที่มุ่งเขย่าขวัญผู้คนในสังคมว่าความรุนแรงอาจเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ และไม่จำเป็นต้องเป็น 8 จุด เหมือนที่หน่วยข่าวรายงานยังหน่วยเหนือในก่อนหน้านี้
เพราะนับจากนี้ไป ทุกจุดทุกพื้นที่คือส่วนที่ล่อแหลม สุ่มเสี่ยงต่อการก่อเหตุร้ายของคนเหล่านั้น
เรื่องนี้ส่งผลต่อจิตวิทยาโดยตรง ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในรัฐบาล
หากมองในแง่มุมนี้ ก็เท่ากับว่าฝ่ายก่อเหตุเริ่มมีความสำเร็จ แสดงให้ประชาชนเห็นว่าความอ่อนแอของรัฐบาลนั้นมีผลกระทบต่อความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ขณะเดียวกันก็น่าเชื่อว่าถ้ารัฐบาลบเมาหมัดแย็บ อีกไม่นานหมัดน็อกก็จะตามมา
แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง เสียงระเบิดของเอ็ม 79 และวัตถุต้องสงสัย ที่ภายหลัง "เจ้าหน้าที่" ตรวจสอบแล้วยืนยันว่าเป็นซีโฟร์นั้น ก็เรียกมาตรการต่างๆ รวมทั้งกฎหมายที่ปกติไม่ถูกนำมาใช้ก็เร่งให้ออกมาใช้อย่างเต็มที่
เห็นได้ชัดก็คือ ขอให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เซ็นตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธาน รมว.กลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพ เป็นรองประธาน และกรรมการ
น่าสนใจที่ว่า คตม.จะอาศัยอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ นั่นหมายความว่า ไม่เพียงแค่ สุเทพ เป็นนายกฯ น้อยเท่านั้น หากแต่อำนาจในการตัดสินใจดำเนินการทุกอย่าง แม้กระทั่งการใช้กำลังทหาร ก็อาศัยมติคณะกรรมการชุดนี้ก็เพียงพอแล้ว
โดยเฉพาะการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ถึงแม้ในเบื้องต้นมีการกำหนดจุดเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษไว้ 5-8 จุด อาทิ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา วัดเบญจมบพิตร บ้านสี่เสาเทเวศร์
เบื้องต้นให้กำลังตำรวจแต่ละ สน.กำหนดจุดตรวจ สน.ละ 2 จุด โดยมีตำรวจจราจร และกองปราบปราม เข้าร่วมประจำในแต่ละจุด โดยมีทหารจาก 3 เหล่าทัพ รวมประมาณ 200 นาย เข้าร่วมประจำจุดตรวจ
ทั้งหมดนี้ถูกวางเอาไว้ยาวไปจนกว่าจะสิ้นวันพิพากษาคดียึดทรัพย์
แต่ก็นั่นแหละ การป้องกันมันย่อมยากกว่าการลอบกัด ลอบทำร้าย
พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) วิเคราะห์ว่า แม้การคาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นไปได้หลายกลุ่ม เช่น ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ฝ่ายรัฐบาล-ทหารและมือที่สาม
แต่ในมุมมองของเขากลับมองว่า ฝ่ายที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ "ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล" ที่มีการประกาศล่วงหน้ามานานว่าจะมีการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้
"เรื่องนี้ไม่ใช่ผมมองคนเดียว แต่คนส่วนใหญ่ก็มองอย่างนั้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องลำบากที่คนเสื้อแดงจะแก้ไขเพื่อให้พ้นจากการตกเป็นจำเลยของประชาชนไปได้"
พล.ท.นันทเดช กล่าวว่า อย่างไรก็ตามคนเสื้อแดงบางกลุ่มก็ยึดสันติวิธี และอาจไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วใครทำก็ได้
ถึงกระนั้นก็ตาม เหตุรุนแรงที่อาจลอบสังหารบุคคลสำคัญ หรือสร้างสถานการณ์จนทำให้การตัดสินในคดียึดทรัพย์ไม่สามารถตัดสินได้ ก็อาจเกิดขึ้น เพราะคดีนี้เดิมพันสูงเป็นหมื่นล้าน
ขณะที่มุมมองของหน่วยงานด้านความมั่นคง มองว่า ความรุนแรงจะค่อยๆ ก่อตัวไปจนถึงวันพิพากษา ซึ่งต้องยอมรับว่าผลของคดีคือดัชนีที่จะชี้วัดว่า ความรุนแรงจะพัฒนาตัวเองไปถึงขีดสุดหรือไม่
โดยมีสิ่งบอกเหตุได้อย่างหนึ่งว่า ถ้าบ้านจันทร์ส่องหล้ากลับไปสู่ความเงียบเหงา ทั้งคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และลูกๆ เดินทางออกนอกประเทศเมื่อใด ก็มีโอกาสที่จะ...ใช่เลย
ถ้าผลออกมา 50 : 50 จังหวะความร้อนแรงของสถานการณ์อาจยืดออกไปอีกระยะ เพื่อรอให้การจัดการ "ธุรกรรม" เสร็จสิ้นลงเสียก่อน
แต่ถ้าดาบอาญาสิทธิ์ฟันฉับลงมาเมื่อใด เจ้าหน้าที่บ้านเมืองและคนไทยคงได้เหนื่อยกันอีกครั้ง !
จัดกำลังคุ้มกัน "อภิสิทธิ์"
มาตรการรักษาความปลอดภัยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเข้มงวดเป็นกรณีพิเศษ โดยเหล่าทัพจัดคุ้มกันอารักขาอย่างใกล้ชิด
โดยไล่เรียงจาก พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. ยังได้สั่งการให้ พล.ท.ประดิษฐ์ชัย บุญรักษ์ ผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) จัดกำลังพลจากกอง 8 ของ ศรภ. ที่มีความชำนาญเกี่ยวกับการอารักขาบุคคลสำคัญมาดูแลนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ด้วย โดยเจ้าหน้าที่จากกอง 8 จะทำหน้าที่ประสานงานกับตำรวจสันติบาลในกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกนอกพื้นที่จากทำเนียบรัฐบาล
ในส่วนคุ้มกัน นายอภิสิทธิ์ จัดกำลังในการรักษาความปลอดภัย มีการเสริมกำลังเข้ามาจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ตามการสั่งการของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ให้ พ.อ.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ ผู้บังคับการ ร.21 รอ. จัดกำลังพลจำนวน 30 คน โดยมี พ.ท.สุทธิชัย ศรลัมภ์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ มาเป็นหัวหน้าชุดในการรักษาความปลอดภัย
โดยจะแยกการปฏิบัติการชุดละ 10 คน จำนวน 3 ชุดปฏิบัติการ โดยชุดแรกคือ ชุดส่วนล่วงหน้าในการออกปฏิบัติการตามสถานที่ต่างๆ ส่วนชุดที่สองคือ ชุดติดตามตัวนายกรัฐมนตรี เพื่อป้องกันภัยในกรณีการเข้าประชิดตัว และชุดที่สามจะคอยอารักขาบริเวณบ้านพักย่านสุขุมวิท 31 โดยมีนายตำรวจยศพลตรี ในกองบัญชาการตำรวจนคร เป็นผู้วางแผนในการรักษาความปลอดภัยในแต่ละวัน
ขณะที่กองทัพเรือ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. ส่งกำลังสารวัตรทหารเรือ (สห.) ไปคุ้มกันสถานที่ราชการสำคัญ
นอกจากนี้ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. ยังได้มอบหมายให้ พล.อ.ท.พีระพัฒน์ หลาบบุญเลิศ ผู้บัญชาการอากาศโยธิน จัดกำลังพลจากหน่วยคอมมานโดจำนวน 6 คน ซึ่งถือว่าเป็นมือที่ดีที่สุดของหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพอากาศ มาดูแลความปลอดด้วย โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลอีก 1 ชุด
ศรุติ ศรุตา/ทีมข่าวความมั่นคง



