ข่าว

ผลศึกษามาเลเซียพบ "วัคซีนซิโนแวค" ประสิทธิภาพสูงป้องกันโควิดอาการหนัก

ผลศึกษามาเลเซียพบ "วัคซีนซิโนแวค" ประสิทธิภาพสูงป้องกันโควิดอาการหนัก
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ผลการใช้ในโลกจริง มาเลเซียยืนยัน “วัคซีนซิโนแวค” มีประสิทธิภาพป้องกันป่วยโควิดอาการหนักต้องเข้าไอซียูได้ระดับสูง

 

รัฐบาลมาเลเซีย  เผยผลการศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันอาการป่วยหนักจากติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 พบผู้ฉีดวัคซีนโคโรนาแวกซ์ หรือ ซิโนแวค  ต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียู  เพียง 0.011% จากที่ฉีดวัคซีนเชื้อตายชนิดนี้ ทั้งหมด 7.2 ล้านคน   ส่วนผู้ฉีดไซเฟอร์  6.5  ล้านคน มีอัตราป่วยเข้าห้องไอซียูอยู่ที่  0.002  และวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า อยู่ที่  0.001  จากผู้รับวัคซีนชนิดนี้ทั้งหมด 744,958 คน  

 

ผลศึกษาชิ้นนี้ครอบคลุมผู้ฉีดวัคซีนทั้งหมด 14.5 ล้านคน  ทำการศึกษาในช่วงเวลากว่า 5 เดือนนับจาก 1 เมษายน 

 

แม้อัตราป่วยหนักหลังฉีดวัคซีนซิโนแวคสองเข็ม  สูงกว่าวัคซีนไฟเซอร์และแอสตร้าเซเนก้า แต่ก็ถือว่ามีประสิทธิภาพป้องกันการป่วยหนักในระดับสูง จากการใช้จริงในมาเลเซีย หลังจากตลอดเวลาที่ผ่านมา  วัคซีนโดยผู้ผลิตจีน  ถูกจับจ้องเรื่องประสิทธิภาพ หลังมีรายงานการติดเชื้อในบุคลากรการแพทย์ประเทศไทยและอินโดนีเซียที่ได้รับวัคซีนแล้ว  

 

นายแพทย์  Kalaiarasu Peariasamy  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยคลินิก  หน่วยงานที่ทำการศึกษาเรื่องนี้ กล่าวว่า การฉีดวัคซีนไม่ว่ายี่ห้อไหน ช่วยลดความเสี่ยงป่วยหนัก 83%  ผลศึกษาอีกชิ้นครอบคลุมกลุ่มตัวอย่าง 1.26 ล้านคน พบเช่นกันว่า การฉีดวัคซีนไม่ว่ายี่ห้อไหน ลดความเสี่ยงเสียชีวิต 88% 


โดยรวม อัตราป่วยหนักเข้าห้องไอซียูหลังฉีดวัคซีนครบโดส อยู่ที่เพียง 0.0066%  ส่วนอัตราการตายของผู้ฉีดวัคซีน อยู่ที่เพียง 0.01% และส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือมีโรคประจำตัว 

 

อย่างไรก็ดี ผู้รับวัคซีนสามชนิด มีความแตกต่างกันในแง่กลุ่มประชากร ซึ่งอาจให้ผลที่แตกต่างกันด้วย โดยผู้ฉีดวัคซีนแอสตราเซเนก้า เป็นวัยกลางคน ส่วนไฟเซอร์ และซิโนแวค เป็นประชากรกลุ่มเสี่ยง นอกจากนี้ ผู้ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า ยังมีสัดส่วนน้อยกว่าในกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา


 

logoline