
แก้ปัญหาเด็กกำพร้าด้วยศรัทธาและภาษีบุญ(จะดีกว่าไหม?)
เรื่องราวของหนี้สินของครูน้อยกลายเป็นเรื่องใหญ่ในหน้าสื่อในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ แต่วิธีการมองปัญหาและการแก้ปัญหาเรื่องของครูน้อยนั้น ก็ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องหลักๆ สองเรื่อง
หนึ่งก็คือ การสืบค้นไปที่การทุจริต และ/หรือความไม่มีประสิทธิภาพของการจัดการของครูน้อย แทนที่จะตั้งคำถามว่า หนี้นอกระบบนั้นมีความเป็นธรรมไหม (อ้าว แล้วที่รัฐบาลพยายามออกมารณรงค์เอาหนี้เข้าระบบเนี่ย ตกลงไม่ได้มีความเชื่อมโยงกันเลยใช่หรือไม่)
สองก็คือ การพูดถึงวิธีการจัดการแก้ปัญหา ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องย่อยสองเรื่อง ได้แก่ เรื่องของการประนีประนอมหนี้ เรื่องของการตั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมมาดูแลปัญหาทางด้านนี้ให้เป็นระบบมากขึ้น อย่างน้อยในกรณีของครูน้อย และเรื่องของการให้รัฐเข้ามารับผิดชอบในการดูแลปัญหาเด็กกำพร้า
แต่ถ้ามองเรื่องที่เกิดขึ้นในแง่ดี สิ่งที่น่าสนใจก็คือ อย่างน้อยสังคมก็ไม่เพิกเฉยกับปัญหาเด็กกำพร้า แถมยังได้มีความพยายามสำรวจว่า ปัญหาเด็กกำพร้าในประเด็นการมีมูลนิธิดูแลนั้น มีมากมายกว่ากรณีของครูน้อย
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ไม่ควรละเลยเพิกเฉยก็คือ เราไม่ควรจะมองแค่ว่า เรื่องการแก้ปัญหาเด็กกำพร้านั้นเป็นเรื่องที่วนเวียนกันอยู่สามเรื่อง คือ เงินบริจาค มูลนิธิ (ที่มักจะเป็นมูลนิธิที่คนตัวเล็กๆ พยายามตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา) และรัฐ
ไหนชอบพูดกันเรื่องประชาสังคม พูดกันเรื่องอยากให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติกันนัก ผมก็เลยอยากจะเสนอว่า จะทำยังไงให้กลไกของประชาสังคมกับพุทธศาสนาเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องสวัสดิการสังคมให้มากกว่านี้
อย่างน้อยจะได้พ้นไปจากวิธีคิดว่า ตกลงรัฐจะยึดเงินพระ/วัด เหมือนที่ผ่านมา มาสู่เรื่องที่ว่า ทำไมเราเห็นเงินทองมากมายที่ไหลเข้าไปบริจาคตามวัด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ ลามไปถึงอาการคลั่งไคล้การไปไหว้พระหลายๆ วัด
นึกไม่ออกว่าทำไมไม่ไปทำทานหลายมูลนิธิกันบ้าง?
ถ้าเคยคิดกันเรื่องภาษีบาปกันแล้ว (เช่นเอาเงินบุหรี่เหล้ามาแก้ปัญหาสังคม) ทำไมเราไม่คิดเอาภาษีบุญมาแก้ปัญหาสังคมกันบ้าง และไม่รณรงค์ส่งเสริมศรัทธาที่มีต่อหลักการทางพุทธศาสนาที่ช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก แทนที่จะส่งเสริมการทำบุญเอาตัวรอดไปชาติหน้าหรือวันพรุ่งนี้กันอย่างที่เป็นอยู่
ถ้ากลัวว่ารัฐจะเอาเงินบุญไปใช้ทางการเมือง ก็ให้ประชาสังคมเข้ามาควบคุมกำกับดูแล วัดไหนที่มีมูลนิธิเพื่อคนยากคนจนก็ไม่ต้องเก็บมาก วัดไหนเอาแต่สร้างถาวรวัตถุ ไม่ช่วยเหลือผู้คนทั้งหลายก็เก็บมากหน่อย จัดการให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ทำให้ศาสนามีเหตุมีผลทางโลกมากกว่าทำบุญกับวัตถุ หรืออ่านหนังสือธรรมะเอาตัวรอดกันไปวันๆ



