ข่าว

สั่งคุมเข้มทำเนียบฯ-สภา-ศาล-บ้านป๋า

สั่งคุมเข้มทำเนียบฯ-สภา-ศาล-บ้านป๋า

16 ก.พ. 2553

ฝ่ายความมั่นคง ชงนายกฯอภิสิทธิ์ตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ มี “สุเทพ - ผบ.เหล่าทัพ” ร่วมเป็นกรรมการ เฝ้าระวังประเมินสถานการณ์ ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เกาะติด กทม.คุมเข้มสถานที่ราชการ ตั้งจุดตรวจ เพิ่มหน่วยลาดตระเวน ส่วน ตจว.ให้แม่ทัพภาค ประสานผู้ว่าฯ

 เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 15 ก.พ.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมฝ่ายความมั่นคง ว่า ที่ประชุมได้มีการประเมินสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วงบ้านเมืองที่เดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่ต้องมีอุปสรรค เกิดเหตุทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของประเทศจนส่งผลเสียหายต่อสาธารณะ

 เพราะฉะนั้นคณะทำงานฝ่ายความมั่นคงจึงได้กำหนดมาตรการเพื่อป้องกัน ป้องปรามเหตุร้ายเกิดน้อยที่สุด ซึ่งการป้องกันจะมีหลายระดับ ตั้งแต่เฝ้าระวังสถานที่ราชการ แบ่งเป็นกรุงเทมหานครและต่างจังหวัด ในส่วนของกรุงเทพฯนั้นได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเป็นผู้รับผิดชอบจัดกำลังตั้งจุดตรวจค้นเพื่อตรวจค้นอาวุธ ที่อาจจะมีผู้คิดร้ายนำไปยิงสถานที่ต่างๆ หรือนำระเบิดไปวางไว้ตามสถานที่ พร้อมทั้งจัดให้มีลุดลาดตระเวน ตรวจสถานที่สำคัญ โดยกำลังจำเป็นต้องจัดหลายจุดและใช้ชุดลาดตระเวนจำนวนมาก จึงขอเจ้าหน้าที่พลเรือนและทหารเข้ามาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ

 นายสุเทพ กล่าวว่า สำหรับต่างจังหวัดได้มอบหมายให้แม่ทัพภาค ผอ.กอ.รมน.ภาค และผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดได้ไปดำเนินการจัดทำแผนป้องกันสถานที่ราชการในลักษณะเดียวกัน ส่วนบุคคลสำคัญๆ จะจัดกำลังเจ้าหน้าที่คอยดูแลให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากนั้นเราได้ให้มีฝ่ายคณะทำงานฝ่ายกฎหมายติดตามดูแลพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลต่างๆ ถ้ามีใครกระทำการใดๆ ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายจะดำเนินคดีทันที แม้ว่าการดำเนินคดีบางอย่างจะทำไม่ได้ง่าย เช่น การไปตรวจค้นบ้านเรือนต้องขอหมายศาลก่อน แต่จะพยายามทำเพื่อเป็นการป้องปราม

 "ในส่วนการอำนวยการภาพรวมที่ประชุมมีมติให้เลขาสภาความมั่นคงเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ให้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ โดยมีตนในฐานะรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง เป็นประธาน มีรมว.กลาโหม มีรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รมว.ศึกษาธิการ ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตร. ปลัด และอธิบดีกระทรวงที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ และประชุมประเมินสถานการณ์ได้ตลอดเวลา และสามารถที่จะเรียกส่วนราชการต่างๆ รายงานความสำเร็จ ความก้าวหน้าที่กำหนดไว้ตามแผนต่างๆ มาตรการทั้งหมดเน้นเรื่องการป้องปรามเป็นสำคัญ" นายสุเทพ กล่าวและว่า จะเสนอเข้าที่ประชุม ครม.ในวันที่ 16 กพ.นี้

 นายสุเทพ กล่าวว่า หากการชุมนุมมีการกระทำผิดกฎหมายจะดำเนินการตามกฎหมาย โดยที่ประชุมมีมติชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่จะไม่ให้ติดอาวุธ ไม่ให้พกพาอาวุธแต่อย่างใด มีเพียงอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน คือ โล่ กระบอง และหมวก รถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา ถ้าจะใช้ต้องใช้ตามกฎหมายและความจำเป็นตามหลักของการควบคุมมวลชนตามหลักสากล ทั้งนี้คณะกรรมการเฝ้าระวังจะติดตามสถานการณ์ทุกอย่างรวมถึงการประเมินสถานการณ์ เพื่อเสนอให้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงหรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และให้ส่วนราชการได้เฝ้าระวัง หากเห็นว่าไม่สามารถใช้กฎหมายธรรมดาได้ ก็จะนำเสนอนายกรัฐมนตรี

คุมเข้ม“ทำเนียบฯ-สภา-ศาล-บ้านป๋าเปรมฯ"

 พล.ต.ดิฎฐพร ศศะสมิต โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า การประชุมนี้เพื่อติดตามสถานการณ์ และระดมความคิดเห็นเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งจากการข่าวของหน่วยงานทางด้านความมั่นคงได้รายงานตรงกันว่า ในช่วงเวลานี้จะมีการก่อกวนสร้างสถานการณ์ในสถานที่สำคัญๆ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข ดังนั้น ตั้งแต่เวลา 19.00 น.ของวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯชั้นในจะมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มีการตั้งจุดตรวจ จุดเฝ้าระวังและลาดตระเวนในเขตพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ

 พล.ต.ดิษฐพร กล่าวว่า โดยกำลังเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยรักษากฎหมายตามการใช้กฎหมายปกติ โดยใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งจุดตรวจ สน.ละ 2 จุด แบ่งเป็นส่วนของจราจร และกองปราบ ซึ่งแต่ละส่วนดูแลในพื้นที่ของตนเอง ส่วนจังหวัดต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการชุมนุมหรือก่อเหตุได้ให้แต่ละจังหวัดเตรียมจัดทำแผนรองรับไว้ หากรัฐบาลกำหนดไปว่าประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคง หรือใช้แผนอย่างไร ให้เรียกใช้หน่วยกำลังในพื้นที่ออกมาปฏิบัติหน้าที่ได้

 “ที่ประชุมยังมีความเห็นในการขอใช้อำนาจการบริหาราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรีในการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) โดยมีนายสุเทพ  ส่วนในเรื่องคณะกรรมการเป็นเรื่องของทางสภาความมั่นคงแห่งชาติจะดำเนินการ และจะเรียนให้นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการในวันที่ 16 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อประสานการปฏิบัติทุกส่วนงานให้มีความสอดคล้องและเท่าทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” โฆษก กอ.รมน. กล่าว

 พล.ต.ดิษฐพร กล่าวว่า คตม. มีหน้าที่ติดตามแผนการการปฏิบัติงานที่ได้แบ่งมอบให้กับหน่วยงานต่างๆจำนวน 8 แผน ที่เกี่ยวกับการมอบหมายให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนทุกภาคส่วน เน้นให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีความพยายามที่จะประคับประคองบ้านเมือง และให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตตามปกติ เช่น การดูแลไม่ให้เกิดการปลุกระดมในสถานศึกษาส่วนหน้าที่ คตม.จะสิ้นสุดเมื่อไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะเลยช่วงเดือนกุมภาพันธ์ไปสักระยะหนึ่ง เพื่อติดตามเหตุการณ์ให้มีความชัดเจนและเรียบร้อย จากนั้นจึงจะยกเลิกไป ส่วนเหตุระเบิดต้องรอผลการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่และเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้เกิดเหตุอีก

 พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า หากในภายภาคหน้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป และมีความจำเป็นที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)จะต้องประกาศกฎหมายพิเศษ คตม.จะแปรสภาพเป็นศูนย์อำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) จุดประสงค์หลักของการตั้ง คตม.ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการป้องกันการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง แต่เป็นเรื่องของการักษาเอกภาพของหน่วยงานหลักแต่ละหน่วย ซึ่งมีหน่วยงานความมั่นคงหลายหน่วยงาน และมีคณะที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายทั้ง สมช. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตำรวจ ดังนั้น จึงอยากให้มีคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดประกอบด้วย ผู้แทนจากส่วนต่างๆเพื่อประสานการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นมูลเหตุมาจากเหตุการณ์ที่มีผู้ลอบวางระเบิดที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพาณิชย์พระนครและที่ศาลฎีกา เพราะมีข้อมูลข่าวสารว่าจะมีการก่อกวนและมีการสร้างสถานการณ์ในสถานที่สำคัญต่างๆ

 “หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินว่า สถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องประกาศใช้กฎหมายพิเศษหรือประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ส่วนการตั้งจุดตรวจของทหารในขั้นต้นจะมีแต่ในพื้นที่กรุงเทพชั้นใน 5-8 จุด ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร และทหารจากหน่วยต่างๆจากกองทัพภาคที่ 1 จำนวน 200 นาย เช่น บ้านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา หน้าวัดเบญจมบพิตร ศาลฎีกา กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งการเตรียมรับมือในสถานการณ์ขณะนี้เราเอาความรู้สึกของประชาชนเป็นที่ตั้ง เตรียมการทุกคอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเกิดความวิตกต่อข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้น ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่ทั้งหลายมีการจัดเตรียมกำลังเพื่อตั้งจุดตรวจไม่ได้หมายความว่า ป้องกันไม่ให้มีการชุมนุม แต่เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีฉกฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวาย แต่การชุมนุมยังสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกติกา” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว

 รายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างการประชุมหน่วยงานความมั่นคงที่กองทัพบก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รายงานว่ากองพิสูจน์หลักฐาน ได้เข้าทำการเข้าพิสูจน์หลักฐานและเก็บวัตถุพยานในที่เกิดเหตุบริเวณด้านนอกรั้วฝั่งพาณิชย์พระนคร ซึ่งเป็นเศษวัสดุที่เป็นส่วนประกอบของเอ็ม 79 มากกว่า 10 ชิ้น โดยมีการวิเคราะห์การตกกระทบกับกิ่งไม้ก่อนลงมาที่รถยนต์ 3 คัน พบว่าวิถีการยิงน่าจะมาจากบริเวณสนามม้านางเลิ้ง โดยมีเป้าหมายการยิงเข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ยิงไม่ถึงเป้าหมาย ส่วนระเบิดซีโฟร์ ที่พบบริเวณรั้วศาลฎีกานั้น ไม่สามารถระบุได้ว่ามีเป้าหมายสร้างความเสียหาย หรือ ก่อกวน เพราะ เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจพิสูจน์พบว่ามีส่วนประกอบของวัตถุระเบิดจริง จึงได้ใช้ปืนทำลายวัตถุระเบิดเขายิงทันที ทำให้ไม่ทราบว่ามีการต่อวงจรครบและพร้อมในการจุดระเบิดหรือไม่ แต่หลังทำลายเสร็จพบส่วนประกอบของ ซีโฟร์ และนาฬิกาอยู่ในที่เกิดเหตุ