
เวียดนามลดค่าเงินดองกระทบส่งออกภาคเหนือ
สมาคมผู้ผลิตหัตถกรรมภาคเหนือฯ รับเวียดนามลดค่าเงินดองลง 3.4% กระทบส่งออก ทำกลุ่มลูกค้าแบนเข็มซื้อสินค้าเวียดนามเพิ่มขึ้นเหตุราคาถูกกว่า ขณะที่สมาคมสิ่งทอฯ เร่งหากลยุทธ์หวั่นเวียดนามแข่งส่วนแบ่งตลาด ด้านสภาอุตฯ ลำปาง ระบุไม่กระทบอุตฯ เซรามิกระยะสั้น เหตุออ
นายณัฐพงศ์ หาญภัทรไชยกุล นายกสมาคมผู้ผลิตและส่งออกสินค้าหัตถกรรมภาคเหนือ เปิดเผยว่า การที่ประเทศเวียดนามประกาศลดค่าเงินดองลงอีก 3.4% ซึ่งถือเป็นการลดค่าเงินครั้งที่ 2 นั้น ตนเองมองว่าการลดค่าเงินดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าประเทศเวียดนามต้องการเงินจากต่างประเทศมากขึ้นทั้งทางด้านการลงทุน และยังเป็นการกระตุ้นยอดส่งออก ซึ่งการลดค่าเงินนี้จะกระทบกับการส่งออกของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยและเวียดนามต่างก็เป็นคู่แข่งกันในสินค้าหัตถกรรมมานาน จึงทำให้กลุ่มลูกค้าที่เป็นฐานลูกค้ากลุ่มเดียวกันด้วยทั้งยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ เบนเข็มหันไปซื้อของจากประเทศเวียดนามเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยต้องพยายามรักษาคุณภาพของสินค้าซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีสินค้าใกล้เคียงกัน ทั้งรูปแบบ ดีไซน์ ความประณีต รวมไปให้การให้บริการที่ประเทศไทยได้เปรียบในหลากหลายประเทศ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษามาตรฐานไว้ พร้อมกันนี้ ยังต้องหากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ทั้ง ยุโรปตะวันออก อินเดีย เอเชียตะวันออกและเอเชียกลาง เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น
ด้านนายวิกรณ์ พรหมชนะ นายกสมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยล้านนา กล่าวว่า การลดค่าเงินดองจะส่งผลกระทบอุตสาหกรรมสิ่งทอของประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะประเทศเวียดนามเป็นคู่แข่งที่สำคัญของไทย ทั้งนี้ การประกาศลดค่าเงินดองก่อนหน้านี้ก็สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยล้านนาในพื้นที่ภาคเหนือเป็นอย่างมาก ลูกค้าหลักทั้งญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกาต่างกันไปซื้อสินค้าจากประเทศเวียดนาม เพราะมีราคาถูกกว่า ประกอบกับ ลักษณะสินค้า คุณภาพไม่แตกต่างจากสินค้าจากประเทศไทยมากนัก
ดังนั้น กลุ่มผู้ประกอบการเองจำเป็นต้องปรับตัวกันขนาดใหญ่โดยการเพิ่มกลยุทธ์ดึงดูดใจลูกค้าให้กลับมาซื้อสินค้าของประเทศไทย พร้อมกันนี้ จำเป็นต้องลดมาร์จิ้นลงเพื่อให้อยู่รอด เพราะเวียดนามได้เปรียบไทยหลากเรื่อง ทั้งแรงงานที่ถูกกว่า มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งถือเป็นจุดขายได้เช่นเดียวกับไทย ค่าขนส่ง เป็นต้น สำหรับภาพรวมส่งออกของปี 2552 พบว่ามีมูลค่าการส่งออกราว 2,000 ล้านบาทซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ 5% แต่ในปีนี้หากไม่มีตัวอื่นมาช่วยยังผลิตสินค้าแบบเดิมๆ ผนวกกับการลดค่าเงินของเวียดนามมีแนวโน้มจะทำให้มูลค่าการส่งออกลดลง
ขณะที่นายอธิภูมิ กำธรวรินทร์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง กล่าวว่า ในระยะสั้นการลดค่าเงินดองจะยังไม่กระทบกับอุตสาหกรรมเซรามิก เนื่องจากมีการสั่งออร์เดอร์ล่วงหน้า 2-4 เดือน ดังนั้น ในสินค้าล๊อตดังกล่าวจึงยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ต้องจับตาต่อไปว่าหากหมดออร์เดอร์ล๊อตนี้แล้วลูกค้าจะมีการเจรจาของลดราคาหรือไม่ ทั้งนี้ การผลิตอุตสาหกรรมเซรามิกของไทยกับเวียดนามมีความแตกต่างกัน เวียดนามจะผลิตสินค้าเป็นงานแมส เช่น กระเบื้อง ฯลฯ แต่เซรามิกของประเทศไทยจะเป็นฝานแฮนเมด มีทักษะฝีมือ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า จึงทำให้มีกลุ่มลูกค้าเพียง 20% เท่านั้นที่เป็นกลุ่มเดียวกัน
สำหรับยอดส่งออกเซรามิกของจังหวัดลำปางปีที่ผ่านมาพบว่ามีมูลค่าลดลงเหลือ 2,500 ล้านบาท ลดงจากปี 2551 ที่มีมูลค่ากว่า 3,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจ มีการยกเลิกออร์เดอร์เป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผู้ประกอบการบางส่วนไม่ได้รับการจ่ายเงิน อย่างไรก็ตาม ในปี 2553 เชื่อว่ามูลค่าการส่งออกจะกระเตื้องขึ้นอีกครั้งตั้งเป้าไว้ว่าจะมีมูลค่าส่งออกไม่ต่ำกว่า 3,500 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว และสินค้าในสต๊อกเริ่มลดลงจำเป็นต้องสำรองสินค้าคงคลัง



