
ว่าที่'รต.'ร้องผู้การถูก'รอ.'ใช้ปืนตบเลือดอาบ
ว่าที่ร้อยตรี ร้องผู้การฯ ถูกร้อยเอกใช้ปืนตบเลือดอาบ
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา ว่าที่ร้อยตรีภาสกร พินิจพรรณ์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45/3 หมู่ที่ 10 ตำบลหมอนทอง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.มณฑล มีอนันต์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมกับยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม หลังจากถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ 7- 8 คน รุมทำร้ายด้วยการใช้อาวุธปืนตีที่ศีรษะ และรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งทรัพย์สินเป็นพระเครื่องเลี่ยมทองมูลค่า 60,000 บาทหายไป เหตุเกิดบริเวณหน้าร้าน เซเยส ตั้งอยู่ถนนศรีโสธรตัดใหม่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น.วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 หลังเกิดเหตุได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ. เมืองฉะเชิงเทรา แต่ไม่มีการลงบันทึกประจำวัน เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้เดินทางมาร้องเรียนกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา
ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร พินิจพรรณ์ เล่าเหตุการณ์ว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 00.10 น.วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 ตนพร้อมด้วยเพื่อน ๆ 4-5 คน ได้เข้าไปเที่ยวในร้านเซเยส ตั้งอยู่ริมถนนศรีโสธรตัดใหม่ ต่อมาได้มีกลุ่มวัยรุ่นโต๊ะข้างเคียง ก่อเหตุวิวาทชกต่อยกัน จนกระทบกระทั่งมาถึงตน ตนจึงใช้หมัดต่อยสวนไป 1 ครั้งถูกชายคนหนึ่ง ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็น รปภ.ของร้าน จากนั้นตนได้เดินออกจากร้านมาพบกับเพื่อนคนหนึ่ง จึงขอร้องให้พากลับไปที่ร้านเซเยส เพื่อขอโทษ รปภ.คนนั้น เพราะไม่ได้ตั้งใจ
ขณะยืนอยู่หน้าร้าน มีชายคนหนึ่งเดินตรงเข้าไปหาตน พร้อมกับใช้อาวุธปืนพกสั้นตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรงจนเซถลา เมื่อตั้งหลักได้จึงต่อยสวนไป 1 ครั้ง จากนั้นมีกลุ่มชายอีก 6-7 คน ได้ตรงเข้ามาล้อมกรอบทำร้ายตน โดยใช้อาวุธปืนตีเข้าที่กลางศีรษะจนฟุบลง พร้อมกับใช้อาวุธปืนจ่อที่ศีรษะตน ไม่ให้ต่อสู้ ก่อนที่จะรุมเตะต่อย ในระหว่างนั้นมีคนพยายามกระชากคอเสื้อ ซึ่งมีสร้อยคอทองคำหนัก 2บาท พร้อมพระเครื่องนางกวัก หลวงพ่อแจ๋เลี่ยมทองหนักสองสลึงคล้องอยู่ด้วย แต่ตนพยายามใช้มือกุมสร้อยเอาไว้ได้ ส่วนพระเลี่ยมทองหลุดหายไป เพื่อนๆ ที่ไปด้วยกันพยายามเข้าช่วยเหลือ แต่ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ใช้อาวุธปืนจี้ที่ศีรษะ ห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยว จนไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือ
จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณ 5 นาที เพื่อนรุ่นพี่ชื่อเอ เจ้าของร้านหนองกี่ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และรู้จักกับตนเอง และกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าว ได้เข้าไปขอร้องห้ามปราม จนกลุ่มชายดังกล่าวหยุดรุมทำร้ายตน และบอกให้ตนไปกราบเท้าขอโทษผู้กองฯ แต่ตนไม่ยอมกราบเพียงยกมือไหว้ขอโทษ ก่อนที่จะออกจากหน้าร้านไป
จากนั้นเวลาประมาณ 01.30 น. คืนเดียวกันได้เดินทางไปที่ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา เพื่อแจ้งความเกี่ยวกับเรื่องที่ตนถูกรุมทำร้ายและพระเครื่องเลี่ยมทองมูลค่า 60,000 บาทที่หายไปขณะถูกรุมทำร้าย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าให้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อทำบาดแผลก่อน ตนจึงเดินทางไปที่โรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา โดยพยาบาลได้ทำการเย็บบาดแผลที่กลางศีรษะ 6 เข็มและทำความสะอาดบาดแผลที่บริเวณใบหน้า และรอยฟกช้ำตามลำตัว จากนั้นจึงย้อนหลับไปที่สภ.เมืองฉะเชิงเทราอีกครั้ง เพื่อแจ้งความ เมื่อพบร้อยเวรได้เล่ารายละเอียดเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ร้อยเวรเพียงจดรายละเอียดไว้ในกระดาษไม่ได้ลงบันทึกประจำวันและบอกกับตนว่า ถ้าจะเอาเรื่องก็ขอให้บอกและไปหาใหม่อีกครั้ง ตนไม่ทราบขั้นตอนจึงเดินทางกลับบ้านพัก รุ่งขึ้นได้ปรึกษากับเพื่อนๆ และต้องการขอรับความเป็นธรรมจากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งถูกรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินมูลค่า 60,000 บาทสูญหายไป
“ผมมาทราบภายหลังว่า กลุ่มชายฉกรรจ์ที่รุมทำร้ายตนเอง เป็นรปภ.หรือการ์ดของร้านเซเยส บางคนเป็นทหาร โดยเฉพาะคนที่ใช้ปืนตบที่ใบหน้า เป็นทหารยศ ร้อยเอก สังกัดกองพลทหารราบที่ 11 ผมจำหน้าได้ และจะขอเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพราะเป็นการกระทำที่รุนแรงและยังมีการพูดข่มขู่ว่า จะมีใครทำอะไรได้ จึงเรียกร้องขอรับความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ” ว่าที่ร้อยตรีภาสกร พินิจพรรณ์ กล่าว
หลังรับเรื่อง พล.ต.ต.มณฑล มีอนันต์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เรียก พ.ต.ท.ชินโชติ เสนาจักร์ รอง ผกก.สส. สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ไปกำชับพร้อมกับสั่งการให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องไปตามกฎหมายต่อไป.



