
ส.ว.เตือนรบ.อย่าชะล่าใจอีก2สัปดาห์แรงขึ้นแน่
กลุ่ม 40 ส.ว. เตือนรัฐบาลอย่าชะล่าใจ เชื่อเหตุการณ์หลังตรุษจีนรุนแรงยิ่งขึ้น ชี้กลุ่มก่อการเตรียมยึดรัฐสภาจี้ต้องวางแผนรปภ.เข้มงวด พร้อมตรวจอาวุธสงคราม-งดฝึกซ้อมรบ
(15ก.พ.) เมื่อเวลา 09.30 น. มีการประชุมวุฒิสภา โดยมีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธาน ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม กลุ่ม 40 ส.ว. นำโดยนายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา ได้หารือต่อที่ประชุมถึงสถานการณ์ความรุนแรงในขณะนี้ว่า ขอฝากไปถึงรัฐบาลถึงเหตุการณ์ยิงเอ็ม 79 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงวันตรุษจีน และมีการวางระเบิดซีโฟร์ที่ศาลฎีกาในวันเดียวกันด้วย เชื่อว่าเหตุการณ์จะเกิดความรุนแรงมากขึ้นกว่านี้ในช่วง 2 สัปดาห์ต่อจากนี้ไป เรื่องนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะชะล่าใจไม่ได้ อยู่เฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้ เอ็ม 79 มุ่งหมายที่ทำเนียบรัฐบาล มีอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลฏีกาคนหนึ่งขึ้นเวทีเสื้อแดง โดยกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าใช้คำว่าเห็นผู้นำรัฐบาล ฆ่ามันเลย ได้ไม้เอาไม้ ได้มีดเอามีด ได้เหล็กเอาเหล็ก ได้ปืนเอาปืน ได้ระเบิดเอาระเบิด ไม่ผิด อาจารย์ใหญ่เป็นผู้พิพากษาศาลฏีกาศึกษามาแล้วทุกแง่มุมไม่ผิด นี่คือตัวชี้ว่าเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นแน่ จึงฝากไปถึงรัฐบาลว่ามีมาตรการอย่างไรบ้างที่ทำให้เกิดความมั่นใจต่อสังคมว่า สถานที่ราชการ หรือบุคคลเป้าหมายจะเกิดความปลอดภัย และจะมีการใช้สื่อเชิงรุกในการตอบโต้สิ่งที่ถูกกล่าวหา
ขณะที่นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า มีการวิเคราะห์และการเผยแพร่ข่าวของบุคคลที่เตรียมการชุมนุมว่าในเดือนนี้จะมีการชุมนุมกระจายในกรุงเทพฯ 4 - 5 จุด หรืออาจมากถึง 7 จุด ในต่างจังหวัดไม่ต่ำกว่า 8 จุด โดยจุดที่เป็นเป้าหมายจุดหนึ่งคือบริเวณรัฐสภา โดยน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าในบรรดาสถานที่อันตราย รัฐสภา เป็นสถานที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดน้อยที่สุดกว่าทุกสถานที่อื่น ทั้งนี้นอกเหนือจากสถานการณ์การชุมนุมที่น่าเป็นห่วง สถานการณ์ที่เป็นการเติมเชื้อให้การชุมนุม เป็นต้นว่าการเผาสถานที่สำคัญ คือ การยิงระเบิด การวางระเบิด ฯลฯ ตนจึงขอหารือเพื่อฝากไปยังประธานรัฐสภาให้กำชับการรักษาความปลอดภัย รัฐสภาควรมีการเตรียมแผนรับมือหากเกิดเหตุการณ์ วุฒิสภาอาจมีการประชุมในวันที่ 26 ก.พ.รวมถึงวันที่ 1 - 3 มี.ค.จึงเห็นว่าควรมีการกำชับการรักษาความปลอดภัยโดยเร่งด่วน
ด้านนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า การรักษาความปลอดภัยรัฐสภาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากรัฐสภาทำงานไม่ได้จะทำให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติทำงานไม่ได้ เชื่อว่าจะมีการใช้กำลังประมาณ 1 หมื่นคน ในการยึดรัฐสภา ประธานจึงควรหารือประธานรัฐสภาว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยจะทำอย่างไร หากรัฐสภาถูกยึดโดยประชาชนเข้ามาในสภาเอกสารการประชุมจะดูแลอย่างไร ตนแปลกใจที่เมื่อมีเหตุการณ์ยิงเอ็ม 79 มีการวางระเบิดซีโฟ 3 ปอนด์ เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุต้องการก่อเหตุแน่นอน ดังนั้นรัฐบาลควรต้องใช้การข่าวตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งการโอนเงินจากบ่อนที่ปอยเปต โดยกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่ได้รับผบประโยชน์จากสัมปทานโรงไฟฟ้าที่เกาะกง รัฐบาลจึงควรไปตรวจสอบ ทั้งนี้แกนนำโดยเฉพาะนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ที่ปลุกปั่นให้ผู้ชุมนุมนำน้ำมันล้านขวดเข้ามาในกรุงเทพฯ และให้ติดตามที่อยู่ของผู้พิพากษาศาลฎีกา ตนไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์เหล่านี้ทำไม่จึงมีการถอนประกันตัว ตนเข้าใจว่าทางตำรวจพัทยาได้ดำเนินการแล้วแต่ไปติดขึ้นตอนของอัยการ
“เรื่องนี้ต้องควบคุมความรุนแรงก่อนโดยการถอนประกัน กรณีของพล.ต.ชัตติยะ สวัสดิผล ที่เป็นผู้ปลุกปั่น และทำให้เกิดความรุนแรงทุกครั้ง จากการติดตามทราบว่าคดีของพล.ต.ขัตติยะยังไม่ถึงศาลทหาร คำสั่งพักราชการพลตรีขัตติยะรมว.กลาโหมก็ไม่ยอมลงนามคำสั่งถึงสองครั้ง ล่าสุดเพิ่งจะลงนาม ทำไมเรื่องเหล่านี้ยังช้าอยู่ยังไม่ไปถึงศาลทหาร จึงขอฝากให้ประธานติดตามเรื่องนี้ด้วย” นายสมชาย กล่าว
ด้านพล.อ.อ.วีระวิทย์ คงศักดิ์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า รัฐบาลสามารถควบคุมกระบวนการที่จะนำวัตถุระเบิดเข้ามาในกรุงเทพฯได้ตลอดเวลา โดยรัฐบาลควรตรวจสอบและเข้มงวดการตรวจอาวุธ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำอาวุธสงครามเข้ามาในกรุงเทพฯ รัฐบาลต้องเอาจริงกับการควบคุมอาวุธสงคราม โดยดูแลหน่วยทหารอย่างเข้มงวดไม่ให้มีการนำอาวุธสงครามเข้ามาในกรุงเทพฯ และหากไม่จำเป็นไม่ควรมีการฝึกในช่วงนี้ ทั้งนี้ถ้ารัฐบาลไม่เข้มงวดในการควบคุมอาวุธสงครามหากเกิดเหตุการณ์การขึ้นจะเกิดความเสียหายมาก



