ข่าว

เล่นกันแรง !

เล่นกันแรง !

15 ก.พ. 2553

ฉาวไปทั้งแวดวงสีกากีกับบัญชีโยกย้ายนายตำรวจประจำปี จน "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ต้องตั้ง "พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร" อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ เป็นประธานคณะกรรมการสอบการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 เบื้องต้น "อภิสิทธิ์" โยนลูกให้สอบเฉพาะกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ซึ่งคณะกรรมการปรากฏหลักฐานชัดว่ามีนักการเมืองในพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้องจนทำให้เกิดความผิดปกติในการวิ่งเต้นซื้อขายร่วม 10 ตำแหน่ง

 จนทำให้คณะกรรมการฟังธงเชื่อว่า การแต่งตั้งโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการเรียกรับผลประโยชน์ ทุจริตต่อหน้าที่ โดยพบเอกสารหลายชิ้นมีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

 พร้อมทั้งชงให้ "อภิสิทธิ์" ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดยให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้ามาร่วมสอบด้วย

 แต่เรื่องคงไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะนอกเหนือจากภาค 2 ที่มีปัญหาฉาวโฉ่ ยังมีอีกหลายกองบัญชาการที่เข้าข่ายกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 ถึงขนาด "อภิสิทธิ์" ชงให้ "พล.ต.อ.วิสิษฐ" ขยายผลเพื่อสอบเพิ่มเติมไปยังภาค 1 ภาค 4 และภาค 6 ด้วย ซึ่งจากผลสอบเฉพาะภาค 2 ก็สร้างความฮือฮาให้สังคมได้รับทราบไม่ใช่น้อย

 ท่ามกลางการงัดข้อของคนในรัฐบาล ที่ต้องการเข้ากุมสภาพภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะจะว่าไปแล้ว การรื้อโผโยกย้ายครั้งนี้ เพราะกลุ่มการเมืองไม่สมประโยชน์

 เพราะจะว่าไปแล้ว การวิ่งเต้นซื้อขายเก้าอี้ในแวดวงสีกากี มีเกือบทุกกองบังคับการ และไม่ใช่เพิ่งมาเกิดขึ้นในช่วงของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ที่ไม่เป็นข่าวอื้อฉาว เพราะสมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

 "อภิสิทธิ์" ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) แม้ว่าจะได้ดูแลเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายโดยตรง แต่ถือว่าอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบโดยตรง

 แม้ว่าจะมอบอำนาจเต็มให้ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงดูแล นั่งหัวโต๊ะในตำแหน่งประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แล้วปัญหาการโยกย้ายจะจบ

 ช่วงแรกดูเหมือนว่าทำท่าจะจบ เพราะ "สุเทพ" ต้องการจะดำเนินการสอบเรื่องนี้เอง ทว่า "อภิสิทธิ์" ไม่ไว้ใจ และได้รับคำแนะนำจากญาติผู้ใหญ่ ให้หาคนนอกที่มีต้นทุนทางสังคมเข้ามาตรวจสอบจะเหมาะสมที่สุด

 หวยล็อกจึงมาออกที่ "พล.ต.อ.วสิษฐ" ทำให้ "สุเทพ" จุกอก กลายเป็นแม่นมอมทุกข์ อย่างที่เห็น เพราะหลังจากที่ตั้งคณะกรรมการสอบเรื่องเซ็งลี้เก้าอี้ตำรวจ "สุเทพ" ก็ทำท่าไม่รู้ไม่เห็นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ

 เพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่า เกมนี้ความพยายามเล่น "สุเทพ" กับ "สายนายเนวิน ชิดชอบ" แกนนำพรรคภูมิใจไทย ขั้วสีน้ำเงิน เพราะทั้งสองกลุ่มล้วนได้รับประโยชน์ไปแบบเต็มๆ จากการโยกย้ายครั้งนี้

 ทำให้มีเสียงเล็ดลอดมาจากคนในรัฐบาลว่า การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบการซื้อขายเก้าอี้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ปัดกวาดทำความสะอาดบ้านภายในค่ายปทุมวันเท่านั้น

 แต่เกมนี้มีความพยายามปราบขั้วการเมืองตรงข้าม โดยเฉพาะฟากของ "สุเทพ" กับ "สายของเนวิน" ที่ขวาง "อภิสิทธิ์" มาโดยตลอดในการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่

 ซึ่ง "อภิสิทธิ์" ยังมีความพยายามแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ให้ได้ หลังจากผ่านพ้นปีใหม่มาเนิ่นนานแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป

 ถึงขนาดปูทางเปิดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) เพิ่มอีก 1 ตำแหน่ง ไว้สำหรับ "พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง" ผู้ช่วย ผบ.ตร. ขึ้น สบ 10 เทียบเท่ารอง ผบ.ตร. เพื่อให้เลื่อนชั้นครองยศ ให้เป็น "พล.ต.อ."

 แต่เหมือน "สุเทพ" จะรู้ไต๋ จึงผนึกกำลังกับ ก.ตร.ขวางการขอเปิดตำแหน่ง โดยอ้างว่า สบ 10 ขณะนี้มี 4 ตำแหน่ง ถือว่าเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ภายใน สตช. ยังไม่เห็นความจำเป็นในการเปิดตำแหน่งในขณะนี้

 เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้เกมซึ่งกันและกัน จึงทำให้ "อภิสิทธิ์" ต้องเปิดเกมรุกขยายผลสอบไปยังภาคอื่นๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ก.ตร.ที่มี "สุเทพ" นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน บกพร่องต่อหน้าที่อย่างไร

 เพราะหากยังไม่ยอมตามเงื่อนไขของ "อภิสิทธิ์" ผลสอบก็จะตามไล่บี้ ก.ตร.ไปเรื่อยๆ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วในกรณีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนความไม่ชอบมาพากลการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข

 นั่นเป็นเพราะว่า หากสุดท้ายแล้วพบว่าทุกภาคมีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งจริง คงต้องนำไปสู่การรื้อโผใหม่ทั้งหมดเช่นเดียวกับภาค 2 และคนที่ต้องซวยไปแบบเต็มๆ คงหนีไม่พ้นคนชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ"

 ที่จะต้องแสดงความรับผิดชอบตามกฎเหล็ก 9 ข้อ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว