
ปิดฉากคดี5ต่างชาติขนขีปนาวุธ
ปิดฉากลงแล้วสำหรับคดี 5 ต่างชาติขนขีปนาวุธแวะเติมน้ำมันในไทย จนเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก แม้อัยการจะให้เหตุผลว่า เพื่อผลดีต่อประเทศไทยและความปลอดภัยของรัฐ แต่ข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งคือ การกระทำของทั้งห้าไม่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายใดๆ ของไทยเลย !?!
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2552 ประเทศไทยจับกุม นายอิสยาส อิสวาคอฟ อายุ 56 ปี นายวิคเตอร์ อับดุลลาเยฟ อายุ 58 ปี นายอเล็กซ์ ซานเดอร์ ไซร์บาร์เนฟ อายุ 53 ปี นายวิทาลี ชังคอฟ อายุ 54 ปี สัญชาติคาซัคสถาน และนายมิคคาอิล พีทีคู อายุ 54 ปี สัญชาติเบลารุส ระหว่างนำเครื่องบินลำเลียงแบบทหาร รุ่น IL 76 (อิลยูซิน 76) เลขข้างตัวเครื่อง 4 L-AWA สัญชาติจอร์เจีย แวะเติมน้ำมันที่สนามบินดอนเมือง
เครื่องบินลำดังกล่าวลำเลียงอาวุธสงครามหลายประเภท น้ำหนักเกือบ 40 ตัน บรรจุอยู่ในลังไม้หลายกล่องใหญ่กว่า 140 กล่อง เช่น ท่อส่งจรวดที่ยิงจากพื้นสู่อากาศ หรือกราวน์มิสไซล์ หัวจรวดอาร์พีจี ฯลฯ เดินทางมาจากกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ เพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศศรีลังกา
พนักงานสอบสวนกองปราบปรามตั้งข้อหาทั้ง 5 คน มีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ร.บ.อาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน พ.ศ.2490 พ.ร.บ.ยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 และ พ.ร.บ.เดินอากาศไทย พ.ศ.2479 รวม 5 ข้อหา ระหว่างนี้ ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 5 คน ได้เขียนจดหมายร้องขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือไปยังประเทศของตนเอง
ต่อมาเมื่อพนักงานอัยการพิจารณาสำนวนที่พนักงานสอบสวนส่งมาประกอบเพื่อให้พิจารณาลงความเห็นสั่งฟ้องทั้ง 5 คน ปรากฏว่า เมื่อสำนวนที่พนักงานอัยการพิจารณาแล้วเสร็จ มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาชาวต่างชาติทั้งหมด
โดยให้เหตุผลว่า “ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดขนอาวุธสงครามผ่านแผ่นดินไทยโดยไม่ได้หมายความว่าอาวุธดังกล่าวเตรียมนำมาใช้ในราชอาณาจักรไทย แต่ผู้ถูกกล่าวหามีความจำเป็นต้องนำเครื่องบินขนอาวุธลงจอดเพื่อเติมน้ำมัน เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งตามมติยูเอ็นเอสซี ที่ 1874 (2009) มิได้ให้ดำเนินการกับลูกเรือ ประกอบกับประเทศคาซัคสถานและเบลารุส ยื่นคำร้องผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ขอให้ปล่อยผู้ถูกกล่าวหากลับไปดำเนินการสอบสวนในประเทศเจ้าของสัญชาติ”
ที่สำคัญอัยการเห็นว่า การดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดในประเทศไทย อาจส่งผลกระทบต่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกทั้งการฟ้องคดีนี้ก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะของราชอาณาจักรไทย
อดีตอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดให้ความเห็นต่อ “คม ชัด ลึก” ว่า อัยการต้องวินิจฉัยตามข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงควบคู่กันไป หากผู้ถูกกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ความผิดฉบับใดก็ตามต้องยึดหลักของประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาควบคู่กัน
ตัวอย่างเช่น ประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป ลักษณะ 1 บทบัญญัติที่ใช้แก่ผิดทั่วไป หมวด 2 การใช้กฎหมายอาญา มาตรา 4 บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักรต้องรับโทษตามกฎหมาย การกระทำความผิดในเรือไทยหรืออากาศยานไทย ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดให้ถือว่ากระทำความผิดในราชอาณาจักร
“สมมติว่าผู้โดยสารต่างชาติโดยสารสายการบินไทย เกิดการทะเลาะวิวาทอยู่บนน่านฟ้าของประเทศออสเตรเลีย ต้องถือว่าผู้โดยสารที่ทะเลาะวิวาทกระทำผิดในราชอาณาจักรไทย เพราะอยู่บนสายการบินไทย หากผู้โดยสารนั่งสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ ทะเลาะวิวาทกันก็ต้องถูกดำเนินคดีในประเทศเจ้าของอากาศยาน หมายความว่า ชาวต่างชาติทั้ง 5 คน ทำผิดบนเครื่องบินของชาติอื่นก็สามารถนำบทบัญญัติหมวดนี้มาวินิจฉัยได้“
อดีตอัยการอธิบายต่อว่า เมื่อดูเจตนาของคดีนี้ ผู้ต้องหาชาวต่างชาติทั้ง 5 คน หนึ่งในนั้นเป็นนักบิน ข้อเท็จจริงคือ ตารางบินเป็นหลักสากล เส้นทางที่เครื่องบินผ่านน่านฟ้าประเทศใด ประเทศนั้นต้องได้รับแจ้งล่วงหน้า กรณีเครื่องบินขนขีปนาวุธต้องการแวะเติมน้ำมัน ไม่ได้มาส่งอาวุธหรือขายอาวุธ หรือมาก่อเหตุหรือตระเตรียมการก่อเหตุในประเทศไทย จึงถือว่าขาดเจตนา ถึงแม้ว่าสิ่งของผิดกฎหมายจะอยู่ในราชอาณาจักรสามารถดำเนินคดีได้ แต่การดูเจตนาหรือไม่เจตนาต้องมาวินิจฉัยกันอีกที
“ที่กล่าวมาข้างต้นคือข้อเท็จจริงที่พิจารณาจากประมวลกฎหมายอาญา แต่การสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาชาวต่างชาติทั้งหมด เชื่อว่าพนักงานอัยการคงพิจารณาจากระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 หมวด 3 การตรวจพิจารณาสำนวนและการใช้ดุลพินิจ ส่วนที่ 5 การใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้อง ข้อ 78 หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้อง ระบุว่า ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าการฟ้องคดีใดจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัย หรือความมั่นคงแห่งชาติ หรือต่อประโยชน์อันสำคัญของประเทศ ให้ทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นไปยังอัยการสูงสุด”
เขาอธิบายต่ออีกว่า ระเบียบข้อนี้อัยการคงวินิจฉัยอย่างรอบคอบแล้ว โดยเหตุผลสำคัญคือ ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้มาก่อเหตุในประเทศ อีกทั้งมีการยื่นเรื่องจากประเทศของผู้ถูกกล่าวหาร้องขอให้ปล่อยตัวส่งกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศนั้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และตระหนักว่า ไม่อยากให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงในทุกด้านจึงมีความเห็นเช่นนั้น
ในส่วนของอาวุธที่ยึดไว้โดยไม่ได้กำหนด เพื่อรอคนแสดงตัวเป็นเจ้าของมารับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 แต่ถ้าไม่มาติดต่อขอรับคืนภายใน 1 ปี ของกลางทั้งหมดก็จะตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนเครื่องบินไม่ได้ยึดไว้ตามสำนวน เป็นหน้าที่ของท่าอากาศยานจะดำเนินการต่อไป



