
เอกชนไทย-เทศผวาการเมืองเตือนศก.เปราะบาง
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจจัดเสวนาระดมความคิดเห็นจากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ ในหัวข้อ "เศรษฐกิจดี การเมืองแย่ ธุรกิจปรับตัวอย่างไร" โดยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่
เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง ที่สำคัญประเทศไทยมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาคือ ปัญหาการเมือง โดยเฉพาะช่วงเวลาจากนี้จนถึงการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องดูว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่
ห่วงศก.โลกฟื้นตัวไม่ยั่งยืน
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นต่อต่อเนื่องจากปลายปีก่อน โดยไตรมาสแรกอาจเติบโตได้ถึง 6% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกดีขึ้น แต่การที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนอาจทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวในครึ่งปีหลัง แต่คงไม่ถึงขั้นติดลบ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลควรมองในระยะยาว เพราะประเทศไทยขาดเรื่องนี้มานานมาก ซึ่งแผนพัฒนาล่าสุดมองไม่ออกว่าจะไปสู่การปฏิบัติอย่างไร และไม่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะเดินไปทางไหน
"การวางมาตรฐานระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการเมืองคงไม่จบลงง่ายๆ คนที่จะช่วยกำหนดนโยบายต่อไปคือข้าราชการ แม้ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จะมีคนเก่งในแวดวงราชการอยู่มาก แต่จนถึงขณะนี้คนเก่งมีทางเลือกเยอะที่จะไม่เข้าไปอยู่ในระบบราชการ" นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ไม่แน่ใจว่าจะยาวนานแค่ไหน เพราะเศรษฐกิจโลกไม่มีเสถียรภาพ ทั้งยุโรป และสหรัฐ โดยเฉพาะในครึ่งปีหลัง หากรัฐหยุดมาตรการกระตุ้นก็เป็นห่วงว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะมีความเสี่ยง ถ้าการเมืองยังเปราะบาง หรือมีการยุบสภา ขณะที่ปัญหามาบตาพุดก็ต้องใช้เวลากว่าจะคลี่คลาย
"ความเชื่อมั่นของประชาชนอาจดีขึ้น แต่ของธุรกิจไม่ดีมาก ส่วนที่รัฐบาลบอกว่าเก็บภาษีได้มากขึ้น อาจเป็นภาพลวงตา ดังนั้น ถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นจริง การส่งออกก็จะชะงัก และยิ่งถ้างบลงทุนจากโครงการไทยเข้มแข็งไม่ออก จะเป็นปัญหามาก" นายธนิตกล่าว
นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกออกจากวิกฤติแล้ว แต่ยังมีปัญหาที่ต้องตามแก้ไขอีกมาก ทั้งในยุโรปและสหรัฐ โดยปัญหาใหญ่ที่ผ่านพ้นมาปีก่อน ทั้งเศรษฐกิจการเงิน ไข้หวัด มาบตาพุด และการเมืองนั้น เห็นว่า เรื่องไข้หวัดกับเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลายแล้ว ส่วนปัญหามาบตาพุดน่าจะคลี่คลายได้ แต่ยังไม่เร็วนัก และคงเหลือโครงการรอดไม่เกินครึ่ง ขณะที่ปัญหาการเมืองน่าจะหนักที่สุดวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ จากนั้นก็หวังว่าจะบรรเทาลง แต่ต้องหาทางออกให้ได้ในระยะยาว เพราะหากการเมืองยังอ่อนแอก็วางรากฐานพัฒนาประเทศไม่ได้
ด้านนายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการเมืองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเติบโตสะดุด ที่เคยโตเฉลี่ยปีละ 6-7% ก็เหลือโตไม่ถึงครึ่ง หรือจำนวนนักท่องเที่ยวที่ควรได้ถึง 16 ล้านคน ก็เหลือเพียง 14 ล้านคน แต่มาเจอปัญหาความรุนแรงในประเทศ ประกอบกับไข้หวัดและเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังดีที่ไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ทำให้ปัญหาไม่รุนแรง ตราบใดที่ไม่มีก่อการร้าย
ต่างชาติชี้ "การเมือง-มาบตาพุด" เสี่ยง
ส่วนในสายตานักลงทุนต่างชาตินั้น นายรอน ลิฟวิ่งสตัน ประธานหอการค้าแคนาดาในประเทศไทย กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาดหวังไว้ และไม่ฟื้นตัวในระดับที่คาดหวังไว้ และคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะโตราว 2.5% ในปีนี้ ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชีย แต่เมื่อมองปัจจัยพื้นฐานแล้ว สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องการคือ บรรยากาศการลงทุนที่นิ่ง ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และไทยควรให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์การลงทุนในอนาคต
"นักลงทุนที่มองจากภายนอก มีประเทศตัวเลือกอื่นๆ เช่น เวียดนาม ซึ่งไทยควรตระหนักในจุดแข็งด้านการลงทุนของประเทศ รวมทั้งทบทวนและปรับปรุงนโยบายการลงทุนให้มีความมั่นคงและดึงดูดใจ"
นายโย จิสึคาตะ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น กล่าวว่า ในฐานะต่างชาติที่ลงทุนอยู่ในประเทศไทย มองว่า ขณะนี้การเมืองไทยมีความอ่อนไหวมาก ถือเป็นความเสี่ยงของประเทศไทย และส่งผลต่อการเติบโตด้านเศรษฐกิจด้วย แต่สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยมากกว่าการเมืองก็คือ ปัญหาการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นห่วงมาก เพราะการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในมาบตาพุดที่มีอยู่จำนวนมาก
นายปีเตอร์ จอห์น แวนฮาเรน อดีตประธานหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่หลายคนพูด ตัวเลขเศรษฐกิจอาจจะดีขึ้น แต่ไม่ได้ดีขึ้นทุกอย่าง เช่น โรงงานของตนในแคนาดา ธุรกิจไม่ดีขึ้น และกำลังจะปลดพนักงาน ส่วนเมืองไทยนั้น มองว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ทำให้นโยบายเปลี่ยน จึงยังไม่กล้าเข้ามาลงทุน
ชี้ไม่เคารพกติกา"การเมือง"วุ่นไม่จบ
ส่วนสถานการณ์การเมืองที่ถูกมองว่าจะรุนแรงในเดือนกุมภาพันธ์นี้ นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า การเมืองขณะนี้ทำให้ทั้งคนไทยและต่างชาติเริ่มท้อแท้ ซึ่งคนในแวดวงการเมืองอาจสนุกและไม่แยแสผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงอยากถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่การเมืองจะปรับตัว ช่วงเวลาที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง ขณะเดียวกันก็มองว่า สื่อไม่ควรให้ความสำคัญกับคดียึดทรัพย์มากเกินไป โดยเฉพาะประเด็นที่มองว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากมีการยึดทรัพย์ หรือไม่มีการยึดทรัพย์ หรือการนำเสนอข่าวลือ ปฏิวัติ ยุบสภา เพราะเป็นเรื่องไม่สร้างสรรค์ในสายตานักลงทุนต่างชาติ
"เราควรจะมองไปไกล 4-5 ปีข้างหน้า มากกว่าเรื่องเฉพาะหน้า เพราะการตัดสินคดีเป็นเรื่องของฝ่ายตุลาการ ก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอน จึงอยากเสนอว่า 5 ปีที่ผ่านมาไทยเสียเวลาพายเรือวนอยู่ในอ่างมานานแล้ว รัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญในเรื่องต่างๆ ให้เรียบร้อย ผมรู้สึกสงสารคนไทยและประเทศไทยที่โชคร้ายอยู่ภายใต้นักการเมืองที่ขาดความรับผิดชอบ" นายดุสิต กล่าว
ด้านนายธนิตยอมรับว่า การเมืองในประเทศมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจแน่นอน หากวันที่ 26 กุมภาพันธ์ มีความรุนแรงเกิดขึ้น การบริโภคอาจชะงัก แต่คงไม่มากเท่าปีก่อน แต่หากนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็อาจทำให้การออกกฎหมาย ระเบียบต่างๆ สะดุดลง รวมถึงการแก้ปัญหามาบตาพุดด้วย ซึ่งจะยิ่งเป็นการทำลายความเชื่อมั่นในการลงทุน มั่นใจว่าหลังติดสินคดีแล้วปัญหาก็ยังไม่จบ เพราะแต่ละฝ่ายมีความคิดเห็นและมีวิธีดื้อหลากหลายวิธี จึงอยากให้มองถึงประเทศชาติ ไม่ยึดติดที่ตัวบุคคล
"ระเบิดครั้งนี้ค่อนข้างน่ากลัว ถ้ามีความรุนแรงเกิดขึ้นจะกระทบการท่องเที่ยวมากกว่าครั้งก่อน เพราะไม่รู้ว่าจะชี้แจงต่างชาติอีกครั้งอย่างไร และรู้สึกเห็นใจผู้พิพากษามาก ที่ต้องเป็นกรรมการตัดสินท่ามกลางเสียงเชียร์ของเสื้อเหลือง-เสื้อแดง และคนเล่นที่ไม่เคารพกติกา ดังนั้น จึงอยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเคารพกติกาสากล เพื่อให้ทุกอย่างสงบ ไม่เกิดการปะทะกัน" นายกงกฤชระบุ



