
คลังจี้เร่งเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็งห่วงเงินกู้หมดอายุ-ชงครม.ตัดงบโครงการใช้เงินช้า
คลังห่วงเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็งล่าช้า เตรียมเสนอ ครม. ตัดโครงการที่มีปัญหา เล็งเป้ากระทรวงมีเรื่องทุจริต ยอมรับตัดยาก เพราะเป็นของประชาธิปัตย์ วางแผนดึงโครงการที่รอคิวใช้เงิน พ.ร.บ. 4 แสนล้าน มาเสียบแทน
นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ การเบิกจ่ายเงินตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เพราะถือว่ามีการเบิกจ่ายล่าช้ามาก โดยในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา เบิกจ่ายไปเพียง 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่อายุเงินกู้ตาม พ.ร.ก.การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น จะต้องเบิกจ่ายภายในปี 2553 เท่านั้น ดังนั้นจึงต้องหาทางกระตุ้นให้แต่ละหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรงบประมาณเร่งเบิกจ่ายเข้ามา เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบที่แท้จริง
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า กระทรวงการคลังจะนำเสนอมาตรการเร่งการเบิกจ่ายภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 16 กุมภาพันธ์นี้ โดยหลักการจะกำหนดระยะเวลาว่า โครงการใดที่ได้รับจัดสรรเงิน และเบิกจ่ายในระยะเวลาที่กำหนดจะตัดโครงการนั้นทันที และจะดึงโครงการที่รอการใช้เงินใน พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐสภามาแทน แต่ต้องเป็นโครงการที่สามารถเบิกจ่ายได้เร็วด้วย เพราะต้องดำเนินการภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้
“การเบิกจ่ายเงินในไทยเข้มแข็งเป็นประเด็นที่รัฐบาลกำลังเป็นห่วงว่าจะล่าช้า และเม็ดเงินไม่ได้ลงสู่เศรษฐกิจที่แท้จริง แม้ว่าหากพิจารณาในส่วนเม็ดเงินลงทุนในปี 2553 จำนวน 2 แสนล้านบาทนั้น มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 25% แต่รัฐบาลก็ต้องการเร่งให้เร็วขึ้น” แหล่งข่าวกล่าวและว่า ปัญหาการเบิกจ่ายที่ล่าช้า ส่วนหนึ่งเพราะหลังจากเกิดปัญหาข่าวการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้รับจัดสรรเงินงบประมาณรวมเกือบ 3 หมื่นล้านบาท ทำให้ทั้ง 2 กระทรวงหยุดชะงักไป และไม่ได้ดำเนินการต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาว่า หากไม่ยื่นเบิกงบเข้ามาก็อาจจะตัดบางโครงการออกไป แต่ปัญหาทั้ง 2 กระทรวงอยู่ภายใต้การดูแลของพรรคประชาธิปัตย์
ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัญหาการเบิกจ่ายล่าช้าของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขนั้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีใหม่ ทำให้ต้องกลับมาเริ่มทำงานใหม่ ซึ่งกระทรวงการคลังจะจัดส่งเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าไปร่วมทำงานด้วย เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายได้ตามกำหนดเวลา เพื่อไม่ให้กระทบต่อโครงการต่างๆ ที่ได้รับจัดสรรเงินงบประมาณไปแล้ว



