ข่าว

จี้พาณิชย์ขายข้าว3.75แสนตันรอบใหม่กขช.ตั้งบอร์ดขายข้าวค้างสต็อกเกิน5ปี-ระบุมีกว่า9พันตัน

จี้พาณิชย์ขายข้าว3.75แสนตันรอบใหม่กขช.ตั้งบอร์ดขายข้าวค้างสต็อกเกิน5ปี-ระบุมีกว่า9พันตัน

14 ก.พ. 2553

บอร์ด กขช.เร่งพาณิชย์เปิดประมูลข้าว 3.75 แสนตัน รอบใหม่ ก่อนข้าวนาปรังออกสู่ตลาดในอีก 2 เดือนข้างหน้า พร้อมตั้งคณะกรรมการพิเศษระบายข้าวที่เก็บไว้นานเกิน 5 ปีกว่า 9,000 ตัน แนะหาเวลาที่เหมาะสมระบายข้าวในสต็อกเกือบ 6 ล้านตัน ไม่ให้กระทบราคาตลาด

 นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีมติให้กระทรวงพาณิชย์เปิดประมูลข้าว 3.75 แสนตัน ให้เอกชน หลังจากยกเลิกการประมูลก่อนหน้านี้ หากไม่รีบระบาย อีก 2 เดือนข้างหน้า ข้าวนาปรังจะออกสู่ตลาด ก็จะส่งผลกระทบต่อราคาข้าวได้ โดยกระทรวงพาณิชย์จะต้องขายข้าวให้ได้ตามราคาตลาด ขณะที่ กขช.ยังมีมติให้คณะกรรมการพิเศษทำหน้าที่จำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลที่เก็บไว้นานเกิน 5 ปี ซึ่งมีจำนวนกว่า 9,000 ตัน เพื่อเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์

 "เรายังได้รับทราบตัวเลขทางวิชาการว่า ข้าวที่เก็บไว้ 5 ปี จะมีเหลือมูลค่าเพียง 40% เท่านั้น ซึ่งมีข้าวที่เก็บไว้นาน 5 ปี กว่า 9,000 ตัน โดยจะเร่งระบายข้าวส่วนนี้ไปก่อน จะขายเป็นอาหารสัตว์ และถ้าเก็บไว้นานกว่านี้ข้าวจะกลายเป็นผงและไม่มีราคา ขณะที่ข้าวที่เก็บไว้ 1 ปีนั้น ค่าเสื่อมจะอยู่ที่ 5% และถ้าเก็บไว้ 2 ปี จะมีค่าเสื่อม 15% แต่การคิดค่าเสื่อมนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะเอาไปใช้เพื่อลดราคาให้พ่อค้า แต่เราต้องการทราบเพียงว่า หากเก็บข้าวไว้นานรัฐบาลจะเสียหายเท่าไร ส่วนพ่อค้าเขาก็รู้กันว่า ข้าวที่เก็บไว้นานแต่ละปี จะมีราคาเท่าไร" นายไตรรงค์ กล่าว

 ข้าวที่เหลืออยู่ในสต็อกนั้น รัฐบาลจะเปิดประมูลในงวดต่อไป ซึ่งยังยืนยันหลักเกณฑ์เดิมว่า ผู้ที่เข้าร่วมประมูลจะต้องเป็นผู้ซื้อขายข้าวในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟท) มาก่อน และการเปิดประมูลแต่ละลอตต้องพิจารณาไม่ให้กระทบต่อราคาในตลาดโลก ซึ่งแต่ละปีทั่วโลกมีการซื้อขายข้าว 30 ล้านตัน ไทยมีข้าวในสต็อกเกือบ 6 ล้านตัน หรือคิดเป็น 20% หากระบายรวดเดียว ราคาข้าวจะตกต่ำทั่วโลก ทำให้ชาวนาขายข้าวได้ต่ำลง เรื่องนี้รัฐบาลจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง

 นายวิจักร วิเศษน้อย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า กขช.หารือถึงกรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล ซึ่งยังคงกำหนดไว้ที่ 4 แนวทางเช่นเดิม คือ การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) การเปิดประมูลให้ผู้ซื้อทั่วไปเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด การจำหน่ายผ่านตลาดเอเฟท และการจำหน่ายให้หน่วยงานรัฐและองค์กรสาธารณกุศล แต่มีการปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อย

 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ราคาข้าวมีทิศทางที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และเป็นตลาดของผู้ขาย เพราะปัญหาความแห้งแล้ง เนื่องจากภาวะโลกร้อน และภัยธรรมชาติในหลายประเทศ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเร่งระบายข้าวน่าจะเป็นช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ เพราะเป็นช่วงก่อนที่ผลผลิตข้าวนาปรังจะทยอยออกสู่ตลาด