
ฝ่ายค้านยื่นถอด"อภิสิทธิ์อ้าง7ข้อหาหนัก
ฝ่ายค้าน ยื่นแล้ว !ถอดนายกฯ ชี้ 7 ข้อหาหนัก ตั้งแต่ เรียกร้องมาตรา 7 ขัดรธน. ยันส่ง SMS ผิดพ.ร.บ.ป.ป.ช. ปธ.วุฒิฯ ขอเวลา 15 วันตรวจรายชื่อ พร้อมส่งต่อให้ ป.ป.ช. ชี้มูล หวังทุกฝ่ายร่วมปฎิรูปการเมือง "ปธ.วิปรัฐบาล"เย้ยข้อกล่าวหาไม่ถึงขั้นล้มรัฐบาล
(11มี.ค.) เวลา 10.00 น.กลุ่มส.ส.พรรคเพื่อไทยกว่า 20 คน นำโดยนายพีระพันธ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย ได้เข้าพบนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาเพื่อยื่นรายชื่อ 158 ส.ส.ดำเนินการถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ม.271 ที่เปิดโอกาสให้ส.ส.จำนวน 1 ใน 4 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรสามารถเข้าชื่อกันเพื่อยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีต่อประธานวุฒิสภาได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหนังสือที่ฝ่ายค้านยื่นนั้นได้ระบุพฤติการณ์ของนายอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นเหตุแห่งการยื่นถอดถอน 7 ประการด้วยกัน ดังนี้ 1.การเรียกร้องขอให้พระมหากษัตริย์พระราชทานนายกรัฐมนตรี ตามม.7 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นการตอกย้ำว่านายอภิสิทธิ์ไม่ฝักใฝ่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และเข้าร่วมปฏิบัติการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องขอคืนพระราชอำนาจอันเป็นการเรียกร้องทางการเมืองนอกสภาทีเป็นแนวร่วมซึ่งกันและกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มพันธมิตร
2.การเข้าสู่ตำแหน่งของนายอภิสิทธิ์ ไม่เป็นตามครรลองประชาธิปไตยแต่อยู่ภายใต้การกระทำของคณะบุคคลชั้นสูงบางกลุ่มบางคนผลักดันให้พรรคการเมืองเสียงข้างน้อยเข้ามาบริหารประเทศ โดยไม่คำนึงถึงเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เข้ามาเป็นตัวแทนของประชาชนเป็นที่ตั้งอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 และยังเป็นการเข้าสู่ตำแหน่งโดยวิธีไม่สุจริต ไม่ยึดมั่นในหลักความชอบธรรมและกฎหมาย เป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
3.มีพฤติกรรมเป็นตัวการหรือเป็นผู้ให้หรือผู้สนับสนุนหรือสั่งการให้กลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งที่รู้ดีว่ากลุ่มพันธมิตรฯได้กระทำการขัดต่อกฎหมายและขัดขวางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ก็ยังช่วยเหลือแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี รวมทั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีอีกหลายตำแหน่ง
4.นายอภิสิทธิ์ มีพฤติกรรมจงใจฝ่าฝืนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองจากการมีส่วนในการปกปิด ซ่อนเร้น ไม่เปิดเผยการรับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจากบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งไม่จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ให้เป็นไปตามที่กฎหนดไว้ 5.นายอภิสิทธิ์ มีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งดินแดนไทยให้เป็นราชอาณาจักรเดียวกันตาม ม.1 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ขณะนี้ได้มีประเทศเพื่อนบ้านที่มีแนวเขตติดต่อกัน ได้ทำถนนบุกรุกยึดครองใช้พื้นที่ดินแดนของประเทศไทยเป็นทางขึ้นเขาพระวิหาร
และ 6.นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำเอกสารเท็จแจ้งต่อกกต.สตูล โดยรับรองนายธานินทร์ ใจสมุทร เป็นสมาชิกพรรค สำหรับการเลือกตั้งวันที่ 20 เม.ย.2551 แต่ต่อมานายธานินทร์ ถูกกกต.สั่งเพิกถอนสิทธิกาเลือกตั้งเป็นเวลา 1 ปี ตามรายละเอียดปรากฏตามหนังสือลงวันที่ 20 ก.ย.2548 นายธานินทร์ จึงขาดการเป็นสมาชิกพรรคตามข้อบังคับของพรรคประชาธิปัตย์ ข้อ 9(6) ที่ระบุว่าคุณสมบัติของสมาชิกพรรคต้องไม่อยู่ระหว่างการถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
7.กรณีที่นายอภิสิทธิ์ ให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และทีมงานประสานไปยังบริษัทเอกชนที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่งข้อความสั้น(SMS) ที่เป็นคำพูดของนายกรัฐมนตรี ในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งบริษัทเอกชนเห็นว่านายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯจึงยินยอมให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเมื่อรวมค่าใช้จ่ายเป็นเงินหลายล้านบาท แต่ได้บริการให้ฟรีแก่นายอภิสิทธิ์ เท่ากับว่านายอภิสิทธิ์ ได้รับ “ประโยชน์อื่นใด” ตามประกาศของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งหมายถึงสิ่งที่มีมูลค่า ได้แก่ การลดราคา การรับความบันเทิง การรับบริการ การรับการฝึกอบรม หรือสิ่งอื่นใด แต่หากเป็นการให้โดยธรรมจรรยาหากมีมูลค่าเกิน 3 พันบาทก็ห้ามมิให้รับ ดังนั้นการรับประโยชน์จากการส่งข้อความเป็นมูลค่าหลายล้านบาทจึงเป็นการฝ่าฝื่นมาตรา 103 แห่งพร.บ.ป.ป.ช. ปี 2552
ขณะที่นายประสพสุข กล่าวว่า หลังจากรับเรื่องของฝ่ายค้านแล้วทางวุฒิสภาจะต้องดำเนินการตรวจสอบรายชื่อส.ส.ที่ยื่นมาจำนวน 1 ใน 4 ให้เรียบร้อยภายใน 15 วัน โดยวันศุกร์ที่ 13 มี.ค.นี้ตนจะนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมวุฒิสภา หลังจากนั้นจะดำเนินการส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ต่อไป ซึ่งระหว่างนี้ฝ่ายค้านก็สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯไปได้เลย ไม่ต้องกระบวนการยื่นไปยัง ป.ป.ช. เพราะต้องแยกกัน ส่วนกรณีที่มองว่าการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเร็วไป เพราะรัฐบาลบริหารประเทศได้เพียง 2 เดือนนั้นเรื่องนี้ถือว่าเร็วหรือช้า หากรัฐบาลทำอะไรที่บกพร่องก็จะปล่อยเรื่องไปไม่ได้ ต้องว่าไปตามกฎหมาย
ส่วนกรณีที่ถามว่าการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จะกระทบบรรยากาศของการปฏิรูปการเมืองหรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า ต้องแยกการอภิปรายไม่ไว้วางใจออกจากการพัฒนาประชาธิปไตย แต่ต้องเปิดให้สังคมมีส่วนร่วมอย่างสมานฉันท์ สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าดำเนินการถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ส่วนกรณีที่ผู้ไม่เห็นด้วยกับสัดส่วนของคณะกรรมการอิสระเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครองนั้นตอนนี้ต้องบอกว่ายังไม่มีรายชื่อปรากฏออกมา เพียงแค่มีองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ 40-50คนเท่านั้นยังไม่มีรายชื่อที่ชัดเจน แต่กระบวนการนี้อยากให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมมือเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง สำหรับสัดส่วนของวุฒิสภานั้นก็ได้รับโควต้า 2 คน แต่ขณะนี้ยังไม่ได้คิดว่าจะให้ใครเป็นตัวแทน อาจจะเป็นตัวแทนของส.ว.สรรหาและส.ว.เลือกตั้งอย่างละ1 คนก็ได้ โดยเรื่องนี้คงต้องปรึกษากับสมาชิกก่อน ที่สำคัญจะต้องเป็นคนที่สนใจกับการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีความแตกต่างทางความคิดค่อนข้างมากจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีเวทีกลางเพื่อให้ทุกฝ่ายได้คุยกัน ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยคณะกรรมการอิสระฯ สามารถเป็นคนกลางได้ ทั้งนี้สำหรับการวางกรอบสำหรับการระดมความเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่ต้องใช้เวลา 8 เดือนนั้นคิดว่าเป็นเวลาที่จะเพียงพอสำหรับการรับฟังปัญหา เพราะเท่าที่รับฟังก็มีการกำหนดเวลา 6 เดือนสำหรับรับฟังความเห็นและมีเวลาอีก 2 เดือนสำหรับประมวลผล อย่างไรก็ตามรูปแบบนี้ก็ยังไม่ได้กำหนดชัดเจนแต่ต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการอิสระฯ จะตกลงกัน
"ปธ.วิปรัฐบาล"เย้ยข้อกล่าวหาไม่ถึงขั้นล้ม รบ.
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยยื่นถอดถอน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใน 7 ประเด็นว่า ไม่มีน้ำหนักที่จะดำเนินการได้ แต่เมื่อฝ่ายค้านได้ยื่นถอดถอน โดยใช้เสียง 1 ใน 4 ให้ประธานวุฒิสภา ก็เป็นสิทธ์ที่จะดำเนินการส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) วินิจฉัยต่อไป ว่ามีมูลหรือไม่ ทั้งนี้ พรรคร่วมรัฐบาลได้พิจารณาทั้ง 7 ประเด็น ที่ถูกกล่าวอ้าง โดย 1.ข้อกล่าวอ้างเรื่องการเลือกตั้ง 21 เม.ย. 49 ที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรประชาธิปัตย์ คัดค้านการเลือกตั้งไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ไม่ถือเป็นพฤติการณ์ที่ขัดขว้างต่อระบบประชาธิปไตย เพราะไม่มีความจำเป็นที่ฝ่ายค้านจะต้องลงเลือกตั้ง 2. กรณีเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่เป็นประชาธิปไตยมีการชี้นำของบุคคลชั้นสูงบางกลุ่ม ขอยืนยันว่าการเข้าสู่ตำแหน่งของนายอภิสิทธิ์ เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 50 ในการลงมติเพื่อเสนอชื่อบุคคล มาแข่งขันเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เพราะในวันลงมตินั้น มีการเสนอชื่อพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก จากพรรคฝ่ายค้าน ขณะที่นายอภิสิทธิ์ได้รับเลือกด้วยเสียงข้างมากให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 3.ข้อกล่าวหาที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่พยายามรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น ข้อเท็จจริงมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก่อนหน้านี้แล้ว
ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า 4. กรณีเงินสนับสนุนพรรคการเมืองมีความชัดเจนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(กกต.) ที่ได้ตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีการบริจาคเงินนี้เข้าพรรคจึงถือว่าเป็นเรื่องที่จบไปแล้ว ถือว่าฝ่ายค้านไม่ทราบข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังได้ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณในสมัยนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค พบว่าใช้จ่ายงบฯดุลได้เรียบร้อย จึงไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน 5.การรักษาดินแดนเป็นอาณาจักรเดียว เป็นขั้นตอนอยู่กระบวนการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ผู้บริหารราชการแผ่นดินต้องดูแล ซึ่งฝ่ายค้านไม่ใช่ตุลาการที่จะมาชี้ชัด และตัดสินเรื่องนี้ได้ 6.การรับรองการเป็นสมาชิกของนายธานินทร์ ใจสมุทร ที่ถูกกกต.สั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง 1 ปี เป็นกระบวนการของกกต.ที่ต้องดำเนินการในชั้นศาล เราต้องรอให้ศาลตัดสินว่า เป็นการกระทำผิดหรือไม่ ซึ่งการรับรองสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกหลายล้านคน นายกฯไม่มีทางรู้ในรายละเอียดได้ทั้งหมด และเป็นความรับผิดชอบส่วนตัวของนายธานินทร์ ไม่ใช่หน้าที่นายกฯ
นายชินวรณ์ กล่าวว่า 7.การส่งเอสเอ็มเอส เชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมแก้ปัญหาวิกฤตชาติ เป็นการแสดงเจตนาที่ไม่ได้จงใจจะใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย ซึ่งรายละเอียดทั้ง 7 ประเด็น นายกรัฐมนตรี จะถือโอกาสที่ฝ่ายค้านเปิดอภิปราย ชี้แจงทำความเข้าใจต่อประชาชนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ดูจากพฤติกรรมที่ฝ่ายค้านกล่าวหายังไม่ใช่การกระทำผิดขั้นรุนแรง ที่จะนำไปสู่การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงได้
ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งใช้เวลาตรวจสอบหลักฐาน 7 วัน จากนั้นจะบรรจุเป็นเรื่องเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่ายวันที่ 11 มี.ค.จะมีการหารือกรอบเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเดิมกำหนดวันที่ 26-27 มี.ค. ซึ่งเราก็มีความพร้อมอยู่
ส่วนที่ฝ่ายค้านมั่นใจในข้อมูลที่จะนำมาอภิปรายนั้น นายชินวรณ์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจในความมั่นใจของฝ่ายค้าน เพราะดูจากประเด็นที่ยื่นถอดถอน นายกฯ ออกจากตำแหน่ง ไม่มีประเด็นความผิดที่รุนแรงที่นำไปสู่การถอดถอน หรือลงมติไม่ไว้วางใจ อย่างไรก็ตาม ตนคงไม่มีอะไรฝากไปยังร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แต่ขอให้กำลังใจ และยืนยันรับฟังอย่างให้เกียรติ และให้เวลาฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ในการอภิปราย แต่ดูจากข้อมูลทั้งหมดแล้วคงไม่ถึงขั้นที่จะล้มรัฐบาลได้



