ข่าว

มาร์คชี้ฮุนเซนเคารพไทยฐานะเพื่อนบ้านขัดแย้งจบ

มาร์คชี้ฮุนเซนเคารพไทยฐานะเพื่อนบ้านขัดแย้งจบ

14 ก.พ. 2553

นายกฯอภิสิทธิ์ยันความขัดแย้งไทย-เขมรเกิดจากผู้นำประเทศกัมพูชา ไม่ได้เกิดจากไทยและระหว่างประชาชนสองประเทศ ชี้จะยุติเมื่อฮุนเซนให้ความเคารพเพื่อนบ้านอย่างที่ควรกระทำ

 (15ก.พ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่เล่าข่าวประกาศข่าวทางสื่อต่างๆกว่า 30 คนในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย  และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  ถึงความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชาว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากฝั่งไทยเลยและไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ  แต่เกิดจากผู้นำของประเทศกัมพูชามากกว่า รัฐบาลไทยไม่ต้องการมีปัญหาด้วย

 "ความขัดแย้งดังกล่าวนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมีประเทศที่สามเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย และจะจบได้ก็ต่อเมื่อผู้นำกัมพูชาให้ความเคารพเพื่อนบ้านอย่างที่ควรกระทำ"  นายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ก่อนเริ่มรายการช่วงถามตอบนี้ นายปณิธาน วัฒนานยากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เริ่มรายการว่า เราอยู่ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล หลังในนะครับ กับผู้สื่อข่าว นักจัดรายการ คนคุยข่าว ที่มากที่สุดครั้งหนึ่งของเรานะครับ มารวมตัวกัน ณ วันนี้เพื่อที่จะมาพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรีของเราในเรื่องเกี่ยวกับทิศทางการบริหารประเทศของประเทศในปีนี้ พร้อมกับที่จะตอบคำถามทุกคำถามนะครับ ท่านนายกรัฐามนตรีจะตอบคำถามในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ และการเมืองนะครับ ขออนุญาตรบกวนท่านนายกรัฐมนตรีครับ

นายกรัฐมนตรี ความจริงวันนี้ก็อยากจะเป็นโอกาสที่เชิญชวนทุก ๆ ท่านที่อยู่ในที่นี้นะครับซึ่งก็มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้พี่น้องประชาชน ที่เชิญมานี้ผมคิดว่าก็คงมีเหตุผลหลายเหตุผลด้วยกันในจังหวะเวลาในขณะนี้ ข้อแรกคือรัฐบาลก็ทำงานมาประมาณ 1 ปีเศษ ๆ นะครับ และเป็นโอกาสดีในการที่จะมาทบทวนถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในตลอดระยะเวลา 1 ปีก่อนหน้า และก็อยู่ในช่วงที่ผมเองกำลังซักซ้อมทำความเข้าใจกับเพื่อนรัฐมนตรี เกี่ยวกับการทำงานในปีนี้ด้วยนะครับ

ประเด็นที่ 2 ผมก็เห็นว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร จากสภาพซึ่งเราบอกว่าเราเผชิญกับวิกฤตที่มาจากวิกฤตที่มาจากวิกฤตโลกเมื่อปีที่แล้ว แต่ขณะนี้ตัวเลขทางเศรษฐกิจก็เปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนนโยบายการปรับน้ำหนักของมาตรการต่าง ๆ ก็จำเป็นจะต้องมีขึ้น ก็จะเป็นโอกาสดีในการที่จะมาพูดคุยถึงแนวทางของรัฐบาลนะครับ และตอบข้อซักถามหรือสิ่งที่ยืนอยู่ในใจของประชาชน เพราะผมก็มั่นใจว่าทุกท่านที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารถึงประชาชนก็ย่อมทราบนะครับว่า คำถามข้อสงสัยต่าง ๆ นี้อยู่ที่ไหนอย่างไร

และประเด็นสุดท้ายก็คือในสถานการณ์ในช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา และที่ประชาชนจำนวนมากวิตกกังวลอยู่ ก็จะเป็นเรื่องของสถานการณ์การเมืองนะครับ ก็หมายความว่าเป็นช่วงที่ข่าวสารเยอะไปหมดที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ทำให้เกิดความสับสนบ้าง ความตื่นตระหนกบ้าง เป็นโอกาสดีนะครับที่จะมาแลกเปลี่ยนกันระหว่างรัฐบาลกับคนทำงานสื่อ ว่าสถานการณ์จริง ๆ เป็นอย่างไร จุดยืนท่าทีของรัฐบาลในการที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นอย่างไรเพื่อความเข้าใจที่ดี ตอนแรกที่เชิญก็ไม่ทราบจริง ๆ ว่าในสมาคมคนคุยข่าวนี้มีสมาชิกกี่คนนะครับ แต่ว่าทราบว่าวันนี้ประมาณ 30 นะครับ คงไม่ใช้เวลามากไปกว่านี้ในการเกริ่นนำ เพราะว่าเชื่อว่าคงจะมีคำถาม และเราคงจะได้สนทนากันไปตามธรรมชาตินะครับ จะเริ่มที่คุณสุวิช ใช่ไหมครับ ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานชมรม

ผู้สื่อข่าว (สุวิช สุทธิประภา โมเดิร์นไนน์ทีวี) น้อง ๆ เขาเห็นว่าผมอายุมากที่สุด อาวุโสมากที่สุด ท่านนายกฯ ครับ ปกติแล้วที่สัมภาษณ์ท่านนายกฯ นะครับ หลายคนก็ได้ไปสัมภาษณ์มาแล้ว ผมก็เคยได้ไปสัมภาษณ์มา แต่ก็เป็นห่วงเล็ก ๆ นะครับคราวนี้ วงใหญ่เลย 30 กว่าคนนะครับ นายกฯ

นายกรัฐมนตรี 30 รุม 1

ผู้สื่อข่าว ครับ 30 รุม 1 นะครับมันก็มากนะครับ ซึ่งไม่เคยเห็นบรรยากาศแบบนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าเจตนาความต้องการจริง ๆ ของรัฐบาล หรือแม้กระทั่งตัวนายกฯ นั้นต้องการให้บทบาทสื่อสารมวลชนไปอย่างไรนะครับ

นายกรัฐมนตรี ต้องยอมรับว่าระยะหลังนี้การเสนอข่าวสารของสื่อ ใช้รูปแบบการคุยข่าวมากขึ้นนะครับ ข่าวที่แบบสมัยก่อนมานั่งอ่านนั่งประกาศก็ลดลงไปโดยลำดับ ข้อดีของมันผมเข้าใจว่าก็คงทำให้คนสนใจดูข่าวมากขึ้น เพราะว่าบรรยากาศก็สบาย ๆ เหมือนได้ฟังคนคุยมากกว่าที่จะมาฟังการประกาศหรืออะไรทำนองนั้น แต่ว่าในอีกด้านหนึ่งที่ผมเคยเตือนไว้ก็คือว่า คนคุยข่าวเอง ทุกคนนั่งอยู่ตรงนี้ก็จะบอกมีใครเป็นกลาง ถอดความคิดของตัวเองออกไปในช่วงการสนทนานี้ผมไม่เชื่อว่ามีนะครับ ก็เป็นธรรมดา นี้ก็ยอมรับได้ ก็เคยตั้งข้อสังเกตไว้เหมือนกันว่า รายการคุยข่าวก็มีจุดอ่อนอย่างหนึ่ง ว่าบางทีคนนำการสนทนา คนคุยนี้อาจจะชี้นำได้ อาจจะเลือกประเด็นได้ ผมก็มองอย่างนั้น ก็เลยคิดว่าน่าจะมาลองคุยเหมือนกัน เพราะว่าต้องยอมรับสารภาพ ผมแทบไม่ได้มีเวลาดูข่าวนะครับ แต่ว่าเวลามีข่าวอะไรซึ่งคนชอบไม่ชอบ ก็จะบอกผมมา เลยคิดว่าบางทีบางเรื่องนี้ บางประเด็นที่ยังมีการนำเสนอ อาจจะยังเข้าใจไม่ตรงกันก็มาพูดคุยกันเสีย จะได้ทราบรัฐบาลคิดอย่างไร ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลจะต้องถูกเสมอไป แต่อย่างน้อยได้ทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับมุมมองและการทำงานของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าว จริง ๆ แล้วท่านนายกฯ นะครับ ไหน ๆ พูดตรงนี้แล้วผมอยากจะให้ท่านนายกฯ มองสะท้อนกลับมานิดหนึ่งนะครับ คนทำสื่อบางครั้งก็มีความตั้งใจเหมือนกันนะครับ ผมคิดว่าทุกช่องต้องการที่จะทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเหมือนกัน แต่ไม่รู้ปัจจุบันนี้การทำงาน มันก็อย่างที่เห็นนะครับ ผลงานสื่ออย่างที่เห็นนะครับ ท่านนายกฯ คิดว่าสื่อสารมวลชนในประเทศไทยได้ทำงานเพื่อสาธารณะ และคิดว่าได้ทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนบ้างหรือเปล่าครับ

นายกรัฐมนตรี รู้สึกว่าอยากจะให้วิจารณ์ ผมต้องบอกอย่างนี้ก่อนนะครับว่า จะอย่างไรก็ตามนี้การทำงานของสื่อมีบทบาทสำคัญมากกับสังคม ประเทศชาติบ้านเมือง ในมุมของคนทำงานเป็นรัฐบาล ถ้าไม่มีสื่อสารมวลชน รัฐบาลก็ไม่มีช่องทางที่แท้จริงในการที่จะสื่อสารถึงประชาชน และมันก็หมดยุคแล้วที่คิดว่ารัฐบาลสามารถที่จะจัดรายการ รายการใดรายการหนึ่ง แม้แต่รายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ นี้ แล้วแปลว่าทุกคนเขาจะดูทุกคนเขาจะเชื่อ เพราะฉะนั้นการรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน ๆ ซึ่งจำนวนไม่น้อยก็เป็นงานของรัฐบาล ก็เป็นหน้าที่สำคัญและเป็นประโยชน์สำคัญที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันผมก็เป็นฝ่ายค้านมานานครับก่อนที่จะมาเป็นรัฐบาลนี้ การเสนอข่าวสารในลักษณะของการตรวจสอบหรือการเสนอมุมมองที่มันแตกต่าง ก็เป็นบทบาทสำคัญในสังคม เพราะว่าไม่เช่นนั้นแล้วก็คงไม่เป็นสังคมประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการจะเสนอข่าวนี้ ผมก็คิดว่าให้ครบถ้วนทุกแง่มุมทุกด้านนี้เป็นประโยชน์กับสังคม แต่ว่าแค่ไหนอย่างไรอันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งอาจจจะต้องมาถกเถียงกันพอสมควร และสิ่งหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นจุดที่สื่อก็คงจะต้องทบทวนในแง่ของการทำงานก็คือว่า จะสามารถที่จะ คือวิเคราะห์มากกว่าเอาข่าวมาเรียงกันเฉย ๆ นี้ ในลักษณะที่ทำให้คนเห็นแง่มุมต่าง ๆ แล้วก็สามารถใช้ดุลพินิจนี้ ได้อย่างไรนะครับ โดยไม่ใช่มีลักษณะที่เหมือนกับว่าชี้นำไปในทางหนึ่งทางใดเหมือนกั

อันนี้ก็เป็น บอกจริง ๆ ก็เป็นศิลปะและเป็นวิชาชีพของท่านมากกว่าไม่ใช่ของผม แต่ว่าผมก็คิดว่าเราเห็นบทบาทของสื่อ โดยเฉพาะในประเทศประชาธิปไตย ประเทศที่พัฒนาแล้วนี้ เขาก็ค่อนข้างที่จะมีความเชี่ยวชาญในการทำตรงนี้นะครับ ทีวีอาจจะไม่ชัดเท่ากับหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์นี่ผมเห็นชัดเลยก็คือว่าในต่างประเทศนี้เราไม่ค่อยเห็นลักษณะของการเอาข่าวมาเรียงกันหน้า 1 ต่อหน้า 16 ต่อหน้า 17 แล้วก็เริ่มตั้งแต่เช้าว่าใครพูดอะไร เสร็จแล้วก็ไปถามว่าคนนี้พูดอย่างนี้ อีกคนพูดอย่าไร แล้วก็เรียงกัน เราไม่ค่อยเห็น ถ้าเราดูหนังสือพิมพ์ที่เป็นสากลจริง ๆ ก็คือเขาเสนอเรื่องนั้นแล้วก็มีการ พูดง่าย ๆ คือการเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาสังเคราะห์แล้วก็นำเสนอให้มันครบถ้วนทุกด้าน แต่ว่าอันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งอาจจะเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์มากกว่าโทรทัศน์ แต่ว่าโทรทัศน์ก็อาจจะไม่ต่างกันในแง่ที่ว่ามันสามารถที่จะนำเสนออย่างไร ให้ประเด็นของเรื่องมันมีความชัดเจน เพราะบางทีก็ต้องบอกว่าการทำงานกับสื่อทุกวัน ๆ นี้ การสื่อสารแล้วก็คลาดเคลื่อนกันก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ใช่โดยเจตนานะครับ บางทีคนถามคำถามหนึ่ง คนตอบเข้าใจคำถามอีกแบบหนึ่ง ตอบไปแล้วคนถามก็เข้าใจคำตอบไม่ตรงกับคนที่ตอบ อย่างนี้เป็นต้น ก็เกิดขึ้นได้ แต่ว่าผมถือว่าหน้าที่ที่ทำอยู่นี้สำคัญนะครับ ธรรมดาครับการทำหน้าที่ก็มีดีบ้าง มีประสิทธิภาพบ้าง มีบกพร่องบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ก็เหมือนกับอาชีพอื่น ๆ ครับ

ผู้สื่อข่าว (โมไนย เย็นบุตร Nation TV) แต่ท่านครับ ท่านเลือกที่จะคุยกับพวกเราในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ ถ้าเกิดว่าเป็นฝ่ายที่ไม่ชอบรัฐบาล เขาอาจจะมองได้ว่าท่านต้องการจะใช้สื่อเป็นเครื่องมือในช่วงหรือเปล่า หรือว่าต้องการจะแทรกแซงสื่อในช่วงนี้หรือเปล่าครับ จะชี้แจงกับพวกเราอย่างไร

นายกรัฐมนตรี ถ้าผมจะทำอย่างนั้น ผมคงไม่เลือกใช้รูปแบบที่ให้ทางนี้มาถามนะครับ นี่ก็ต้องยืนยันกันก่อนนะครับว่าไม่ได้มีใบสั่งเลยว่าให้มาถามเรื่องอะไร หรือไม่ให้ถามเรื่องอะไร ผมกำลังเปิดโอกาส เพราะว่าผมเห็นว่าขณะนี้ข้อมูลจะมีแปลก ๆ อยู่ตลอดเวลา ผมตอบคำถามเช่น จะมีปฏิวัติไหม จะเกิดสงครามกลางเมืองอะไรอย่างนี้ คือผมก็มีความเป็นห่วงว่า อยากจะรู้ว่าในใจและสำหรับคนที่สัมผัสอยู่กับข้อมูลและแหล่งข่าวซึ่งหลากหลายกว่าผมนะครับ มีอะไรที่อยากจะรู้ว่าเป็นข้อเท็จจริง แล้วผมก็จะชี้แจงนะครับ และพวกเราก็มีสิทธิที่จะถามเพิ่มเติมได้ถ้าเห็นว่าคำตอบของผมมันไม่ใช่หรือมันคลาดเคลื่อน เพราะฉะนั้นผมว่าคงไม่มีใครสามารถใช้ใครได้นะครับ วันนี้เป็นการเปิดโอกาสเปิดเวทีให้คนที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในแง่ของผู้เสนอข่าวสาร ได้มาถามกันโดยตรงอย่างใกล้ชิดมากกว่านะครับ จริง ๆ แล้วอยากจะบอกว่าถ้าเป็นรูปแบบของการใช้สื่ออย่างที่มักจะวิพากษ์วิจารณ์กันนะครับ ว่าคนมีอำนาจครอบงำใช้สื่อเขาไม่มีใครมาใช้รูปแบบนี้หรอกครับ ยืนยันได้ครับ

ผู้สื่อข่าว (ธีระ ธัญญอนันต์ผล สทท.11) เมื่อกี้ทีท่านเล่าให้ฟังเรื่องจดหมายขู่ทำร้าย หรือว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่มันคลาดเคลื่อนนี้ คือมันเป็นปัญหาว่า คนที่อาจจะไม่เห็นด้วยกับนายกฯ หรือรัฐบาลเพราะว่าได้ข้อมูลอีกแบบหนึ่ง ถ้า ณ วันนี้ท่านมีโอกาสพูดสื่อสารกับเขาตรง ๆ อยากจะบอกอะไรคนที่ไม่เข้าใจท่านครับ

นายกรัฐมนตรี ก็อยากจะบอกว่าผมให้ความมั่นใจนะครับว่าวันแรกที่ผมเข้ามารับตำแหน่ง ผมบอกว่าผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำงานให้กับคนทุกคน ผมตั้งใจอย่างนั้นจริง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ชอบผม เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผมนี้ผมมีความตั้งใจที่จะทำงานให้ แต่ว่ามีเรื่องใดที่คับข้องใจไม่เห็นด้วย ขอให้แสดงออกมาในรูปแบบที่เหมาะสม

 
อย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ ได้จัดรายการ“เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์”ช่วงที่ 1 ความว่า

"สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพครับ รายการ  “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ” ในวันนี้นะครับ เดี๋ยวอีกสักครู่หนึ่งจะเป็นรายการที่ผมได้นั่งคุยกับคนคุยข่าวครับ จะเรียกว่าเป็นการคุยข่าวกับคนคุยข่าวก็ได้นะครับ คือเราได้เชิญพิธีกรซึ่งทำรายการข่าว 30 คนมาพูดคุยสอบถามสถานการณ์ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพราะผมเห็นว่าเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม  ทั้งในแง่ของการที่รัฐบาลได้ทำงานมาระยะหนึ่ง ทั้งจากการที่เศรษฐกิจก็มีการเปลี่ยนแปลงไปชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ซึ่งทำให้จะต้องมีการปรับทิศทางนโยบาย และทั้งในส่วนของสถานการณ์ทางการเมือง  ซึ่งมักจะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์และความห่วงใยจากพี่น้องประชาชน  เพราะฉะนั้นก็เชิญพิธีกรถึง 30 คนมาพูดคุยกัน ใช้เวลาประมาณทั้งสิ้นเกือบ 2 ชั่วโมง  ซึ่งจะได้มีการนำเสนอให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบต่อไป  

แต่สำหรับในช่วงแรกผมขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ในการเล่าให้ฟังถึงงานที่ได้ทำตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา  เริ่มต้นจากในส่วนของการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการติดตามในมาตรการที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกร  ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติหลักการในเรื่องของการที่จะเข้าไปแก้ปัญหาเพลี้ยกระโดดในข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือจะมีการให้การชดเชยพี่น้องเกษตรกรเป็นพิเศษ เพื่อที่จะตัดวงจรในการที่จะมีการพัฒนา ซึ่งจะมีการดำเนินการให้มีรายละเอียดต่อไป  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการติดตามสถานการณ์น้ำ  อย่างที่ได้มีการพูดคุยผ่านรายการนี้ไปแล้ว รวมไปถึงการแปรรูป อย่างเช่นกรณีของยางพารา ซึ่งได้มีการอนุมัติโครงการที่จะสนับสนุนในเรื่องเหล่านี้ด้วย  

ขณะเดียวกันก็มีมาตรการอื่น ๆ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการต่าง ๆ  เช่น ในเรื่องของระบบขนส่งมวลชนก็มีการประชุมคณะกรรมการจัดระบบจราจร ซึ่งทางคณะกรรมการนั้นได้มีการอนุมัติแผนแม่บทที่เกี่ยวข้องกับขนส่งมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือรถไฟฟ้า ซึ่งพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ก็ทราบอยู่แล้วว่ามีโครงการต่าง ๆ แต่ว่าที่ได้มีการอนุมัติในรอบนี้มีการปรับเพิ่มเส้นทางที่สำคัญ  เส้นทางแรกก็คือ สายสีส้ม ซึ่งจะไปที่มีนบุรีเข้ามาทางบางกะปิและเข้ามาทางศูนย์วัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่จะไปแก้ปัญหาของพี่น้องที่อยู่ในทางตะวันออก สายที่ 2 ที่มีการเพิ่มเติมเข้ามาคือ สายสีชมพู  วิ่งจากมีนบุรีเช่นเดียวกันแต่ไปทางเส้นทางที่จะไปที่ศูนย์ราชการ และทางแจ้งวัฒนะ - ปากเกร็ด ในทิศทางนั้น  เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นเส้นทางที่จะช่วยเพิ่มขึ้นมาได้สำหรับการที่จะแก้ไขปัญหาจราจรต่อไป  นอกจากนั้นเส้นที่ 3 ที่ได้ขอให้มีการทำเพิ่มเติมขึ้นคือกรณีของแอร์พอร์ตลิ้งค์ ซึ่งปัจจุบันเข้ามาจากทางสนามบินสุวรรณภูมิ มาที่พญาไทที่มักกะสัน  ก็จะให้ต่อไปทางพญาไทแล้วก็เชื่อมไปถึงสนามบินดอนเมืองด้วย  อันนี้ก็คือการปรับปรุงแผนแม่บทที่เกี่ยวข้องกับรถไฟฟ้า 

สำหรับงานที่ผ่านมาในสัปดาห์นี้มีเรื่องสำคัญซึ่งพี่น้องอาจจะได้มีโอกาสชมทางโทรทัศน์  เพราะว่าเราได้ขยับในเรื่องของการให้สินเชื่อในโครงการบ้านมั่นคง  โดยมีการอนุมัติเงินไปถึง 800 กว่าล้านบาท ซึ่งในปีนี้จะทำให้ได้ 3,000 ล้าน และทั้งโครงการจะทำให้ได้ 6,000 ล้าน ซึ่งก็เป็นการเข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องของที่อยู่อาศัย  ซึ่งมีรายละเอียดในเรื่องของการที่ให้พี่น้องประชาชนมามีส่วนร่วม และหลายโครงการน่าดีใจว่านอกจากจะได้เรื่องของที่อยู่อาศัยในราคาถูก ผ่อนส่งในอัตราที่ค่อนข้างต่ำแล้ว ชุมชนมีความเข้มแข็งขึ้น  มีเงินออมแล้วก็มีการพัฒนาระบบสวัสดิการ 

นอกจากนั้นครับในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เริ่มเชิญรัฐมนตรีจากกระทรวงต่าง ๆ มาพูดคุยถึงทิศทางของการดำเนินนโยบายสำหรับปีนี้  โดยได้ดูประเมินจากงานต่าง ๆ ในปีที่แล้ว  กระทรวงแรกที่ได้เชิญมาคือกระทรวงคมนาคม ซึ่งอยากจะเรียนว่าสิ่งที่เราจะมีการผลักดันให้เห็นชัดเจนจะครอบคลุมทุกเรื่องครับปีนี้  ในเรื่องของการขนส่งทางบกนั้น ก็จะมีทั้งเรื่องของรถไฟที่จะได้มีการหาข้อยุติในเรื่องของโครงการ ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของการที่จะปรับปรุงให้รถไฟวิ่งเร็วขึ้นในเครือข่ายเดิมเป็นเท่าตัวอย่างปลอดภัย  แต่ว่าจะมีเส้นทางใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบัวใหญ่ - นครพนม  ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเด่นชัย – เชียงราย  ไปจนถึงเรื่องของรถไฟความเร็วสูง  ซึ่งจะมีการดำเนินการต่อไป 

นอกจากนั้นในส่วนของถนนก็จะได้มีการดำเนินการเพื่อให้แผน 4 ช่องจราจร ตามแผนเดิมนั้นสามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกัน และนอกเหนือจากเรื่องของการเพิ่มเรื่องของถนนแล้วก็จะมีเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งเป็นปีที่เรารณรงค์เรื่องความปลอดภัย ซึ่งในช่วงเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมาก็เป็นที่น่ายินดีนะครับว่าสถิติอุบัติเหตุต่าง ๆ ก็ลดลงถึงประมาณร้อยละ 30 นอกเหนือจากการขนส่งทางบก  เรื่องของทางน้ำก็จะมี การ ไปดูในเรื่องของการส่งเสริมการขนส่งทางน้ำภายในประเทศมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญก็คือเรื่องของการที่จะมีการพัฒนาแหลมฉบัง  เพราะว่าปัจจุบันนั้นแหลมฉบังนั้นก็ยังใช้พื้นที่ต่ำกว่าศักยภาพมาก และถ้ามีความเป็นไปได้ก็จะย้ายกิจกรรมออกไปจากท่าเรือคลองเตยไปสู่ท่าเรือแหลมฉบังมากขึ้น  เพื่อลดความแออัดในกรุงเทพมหานครด้วย  

ส่วนทางอากาศนั้นเรื่องของสนามบิน  ในสนามบินสุวรรณภูมิ ครม.เองได้มีการอนุมัติในเรื่องของมาตรการซึ่งจะติดตามจากการที่ผมเคยตรวจพื้นที่ในรายการนี้ด้วยในเรื่องของความปลอดภัย ปัญหาการละเมิดกฎหมายต่าง ๆ และปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการจับกุมผู้โดยสารที่เข้ามาเรื่องของปลอดภาษีและเรื่องอื่น ๆ และได้มีมติเห็นชอบในหลักการในการที่จะจัดตั้งสถานีตำรวจขึ้นภายในสนามบิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางและนักท่องเที่ยวด้วย   นอกจากนั้นในส่วนของสนามบินดอนเมืองนั้น  เรามองว่าแนวทางที่จะทำให้เกิดความชัดเจนในการใช้ศักยภาพของดอนเมืองได้อย่างเต็มที่  ก็คือท่านรัฐมนตรีกับผมเห็นชอบในหลักการว่าจะไปดูรูปแบบของการแยกระบบการบริหารสนามบินดอนเมืองออกมาจากสนามบินสุวรรณภูมิ   ซึ่งตรงนี้จะทำให้มีแรงกระตุ้นในการที่จะทำให้สนามบินดอนเมืองนั้นสามารถที่จะแข่งขันเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับผู้เดินทางได้ หรืออย่างน้อยก็จะทำให้สนามบินดอนเมืองนั้นใช้ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า  มีผลประโยชน์ตอบแทนในเชิงพาณิชย์ที่คุ้มค่ากว่าสภาพที่อยู่ในปัจจุบัน  ซึ่งหลายคนก็มองเห็นว่าเป็นทรัพย์สินมากมายมหาศาลที่ถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่   

ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้มีการพูดคุยครอบคลุมตั้งแต่เรื่องของเด็กเล็กที่จะต้องเข้าไปดูแลในเรื่องของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมากขึ้น  ไปจนถึงเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาในภาพรวม  ซึ่งผมจะได้เป็นประธานในการประชุมในวันพรุ่งนี้คือวันจันทร์  และนอกจากนั้นจะไปถึงเรื่องของการศึกษาระดับอุดมศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องของระบบแอดมิชชั่น และเรื่องอื่น ๆ ด้วยจะเป็นงานสำคัญที่ได้มีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเป้าหมายที่ไปเชื่อมโยงกับทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการวิจัยก็ยังเร่งรัดและคงเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนของเงินงบประมาณและค่าใช้จ่ายทางด้านการวิจัยที่จะต้องเพิ่มขึ้นมาเป็นสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ  โดยอาศัยการผลักดันผ่านกระบวนการของไทยเข็มแข็ง และการทำความตกลง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือโครงการของมหาวิทยาลัยวิจัย  งานเหล่านี้จะเป็นงานซึ่งผมจะได้มีการสรุปนำเสนอ  เพื่อที่จะให้มีความชัดเจนในเรื่องการผลักดันนโยบายสำคัญ ๆ เป็นรายกระทรวงต่อไป  และในสัปดาห์หน้าผมจะทยอยเชิญกระทรวงอื่น ๆ เข้ามา หลังจากที่ได้รับรายงานจากรัฐมนตรีทุกท่านแล้วว่าในความคิดเห็นของท่านนั้นงานเด่นในรอบปีที่ผ่านมา ปัญหาอุปสรรค และความตั้งใจที่จะทำงานในปีต่อไปมีอะไรบ้าง  อันนี้ก็ถือโอกาสรายงานสั้น ๆ นะครับ เพราะว่าในช่วงที่ 2 ของรายการจะได้ไปดูการสนทนาระหว่างคนคุยข่าวหรือนักจัดรายการทั้งหลาย โดยเฉพาะทางสถานีโทรทัศน์ที่ได้มาพูดคุยกับผมที่ทำเนียบรัฐบาลครับ"