ข่าว

ผลสำรวจปชช.เชื่อมั่นอภิสิทธ์พุ่งร้อยละ86

ผลสำรวจปชช.เชื่อมั่นอภิสิทธ์พุ่งร้อยละ86

14 ก.พ. 2553

"เอแบคโพลล์" เผยผลสำรวจ ปชช.มีความเชื่อมั่นบทบาทเป็นผู้นำ"นายกฯ"พุ่งขึ้นกว่าร้อยละ 86 แต่กลัวคนรอบข้างทำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำเสียหาย พร้อมติงรบ.มีความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาเดือดร้อนของปชช.

 (14ก.พ.) ดร.นพดล  กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์  มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ  เปิดเผยผลวิจัย “เอแบคเรียลไทม์โพลล์” ที่เป็นการสำรวจจากครัวเรือนที่สุ่มตัวอย่างได้ทั่วประเทศตามหลักสถิติแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น  และได้ติดตั้งโทรศัพท์ให้กับครัวเรือนที่เป็นตัวอย่างเพื่อทำการสัมภาษณ์ได้อย่างรวดเร็วฉับไว  จากนั้นประมวลผลด้วยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบเรียลไทม์ โดยครั้งนี้  เรื่อง เสียงของสาธารณชนต่อดัชนีความเป็นผู้นำของ นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ เปรียบเทียบกับผลสำรวจเดือนสิงหาคม ปีที่ผ่านมา กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร น่าน พิษณุโลก เชียงใหม่ ตราด ประจวบคีรีขันธ์ ลพบุรี สุพรรณบุรี ชลบุรี หนองคาย ชัยภูมิ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ขอนแก่น พังงา และสงขลา  จำนวนทั้งสิ้น 1,109  ครัวเรือน ดำเนินการสำรวจในวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ 2553 ผลการสำรวจพบว่า

 ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.3 ทราบข่าวกรณีการขว้างปาสิ่งปฏิกูลเข้าไปในบ้านพักนายกรัฐมนตรี และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.6 มองว่าเป็นการคุกคามนายกรัฐมนตรี และเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนเกินครึ่งหรือร้อยละ 55.1 สูญเสียความเชื่อมั่นต่อตำรวจเรื่องการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง

 เมื่อสอบถามถึงดัชนีความเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยเปรียบเทียบกับผลสำรวจในช่วงเดือนสิงหาคมของปีที่ผ่านมา ในเกือบทุกตัวชี้วัดของความเป็นผู้นำในการสำรวจครั้งล่าสุดสูงกว่าผลสำรวจในช่วงเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่น ด้านการควบคุมอารมณ์ได้ดี เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 73.8 และเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ร้อยละ 86.1 ด้านความรู้ความสามารถ เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 61.8 และเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ร้อยละ 84.3 ด้านความเคร่งครัดต่อหลักศีลธรรม เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 71.4 และเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ร้อยละ 77.9 ด้านความซื่อสัตย์สุจริต เดือนสิงหาคมอยู่ที่ร้อยละ 68.2 และเดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่  ร้อยละ 75.4 และด้านความน่าเลื่อมใสศรัทธา เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 64.9 และผลสำรวจครั้งล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 74.1 

 นอกจากนี้ ยังมีตัวชี้วัดความเป็นผู้นำด้านอื่นๆ อีกเช่น ความเป็นนักประชาธิปไตย การให้เกียรติแกนนำรัฐบาลด้วยกัน สื่อสารได้ดีกับประชาชนภายในประเทศ เป็นที่ไว้วางใจได้ของประชาชน สื่อสารได้ดีกับนานาประเทศทั่วโลก เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั่วโลก การเข้าถึงจิตใจของประชาชนได้ทุกระดับชั้น และการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ ที่ผลสำรวจค้นพบว่ามีจำนวนประชาชนมองตัวชี้วัดความเป็นผู้นำเหล่านี้สูงกว่าผลสำรวจครั้งก่อนหน้านี้เมื่อช่วง 5 - 6 เดือนที่ผ่านมา

 ดร.นพดล กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.6 ที่มองว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเสียหาย เสียความน่าเชื่อถือ เพราะคนใกล้ชิดรอบข้าง นอกจากนี้ ผลสำรวจพบประชาชนยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 47.3 ที่ระบุว่า นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ มีความรวดเร็ว แก้ไขปัญหาเดือดร้อนของประชาชน และจำนวนมากหรือร้อยละ 45.1 ที่มองว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ให้ประโยชน์พวกพ้องของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องอันตราย และเป็นสัญญาณเตือนภัยต่อสถานภาพความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี

 นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.4 ยังคิดว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมืองบางกลุ่ม ในขณะที่เพียงร้อยละ 14.5 คิดว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และร้อยละ 12.1 ไม่มีความเห็น

 อย่างไรก็ตาม ที่น่าพิจารณา คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.0 ยังคงเชื่อมั่นว่า การปกครองแบบประชาธิปไตยจะสามารถนำพาประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้มากกว่า การปกครองแบบอื่น

 ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้น่าจะชี้ให้เห็นได้ว่า จุดแข็งด้านความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ การควบคุมอารมณ์และด้านคุณธรรม แต่จุดออ่อนที่เห็นได้ชัดเจนในผลสำรวจครั้งนี้ที่มักจะเกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรีเกือบทุกคนที่ผ่านมาของประเทศไทย คือ ภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีมักจะเสียหายเพราะกลุ่มคนใกล้ชิดรอบข้าง และความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาเดือดร้อนของประชาชน จึงอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว  อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนของผลสำรวจครั้งนี้อีกประการหนึ่ง คือ ส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยมากกว่าการปกครองแบบอื่น

 จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 51.1  เป็นหญิง ร้อยละ 48.9 เป็นชาย  ตัวอย่างร้อยละ 5.8อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 22.6  อายุระหว่าง 20 - 29 ปี ร้อยละ 20.6  อายุระหว่าง 30 - 39 ปี ร้อยละ 22.9  อายุระหว่าง 40 - 49 ปี และ ร้อยละ  28.1 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 67.9  สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี รองลงมาคือร้อยละ 27.0 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 5.1  สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี  ตัวอย่างร้อยละ 30.7 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป   ร้อยละ 29.2 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว   ร้อยละ 17.4  ระบุอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ  11.0  ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.3  เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ  ร้อยละ  3.4  เป็นนักเรียน/นักศึกษา  ในขณะที่ร้อยละ 2.0  ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ