ข่าว

ชี้บึ้มพาณิชย์พระนครไม่ใช่เป้าหลัก

ชี้บึ้มพาณิชย์พระนครไม่ใช่เป้าหลัก

14 ก.พ. 2553

“นายกฯอภิสิทธิ์”ชี้เหตุระเบิดพาณิชย์พระนคร ไม่ใช่เป้าหมายหลัก ยอมรับช่วง ก.พ.-มี.ค.จะมีเหตุรุนแรงมากขึ้น สั่ง จนท.เข้มดูแลทั้งทำเนียบฯและ ป.ป.ช. ยันยังไม่ใช้กฎหมายพิเศษ มั่นใจการทำหน้าที่ ตร.-ทหาร เป็รเอกภาพ ไม่มีเกียร์ว่าง

 (14ก.พ.)  เมื่อเวลา 07.00 น. ที่สวนหลวง ร. 9 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับรายงานเหตุลอบปาระเบิดเข้ามายังบริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพณิชยการพระนคร แขวงดุสิต เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม.แล้ว ขณะนี้กำลังตรวจสอบรายละเอียดอยู่ ซึ่งข้อสันนิษฐานต่างๆเจ้าหน้าที่กำลังดูรายละเอียดของอาวุธที่ใช้และสถานที่ ขณะนี้กำลังตรวจสอบอยู่ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้กับทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่กำลังดูวิถีของระเบิดอยู่ เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในช่วงนี้ด้วย ซึ่งจะมีการแก้ไขอย่างไร

 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีคนอยู่ ก็แสดงว่าคงเป็นการมุ่งเพื่อให้เกิดเป็นข่าวอย่างที่ตนเคยบอกไว้ จึงต้องทำให้เข้มงวดกวดขันมากยิ่งขึ้นอีก และถ้าตรวจสอบได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นก็ต้องเร่งดำเนินการ

 เมื่อถามว่าในทางการข่าวมีเบาะแสอะไรมาก่อนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตัวพาณิชย์พระนครคงไม่น่าจะเป็นพื้นที่เป้ามาย แต่กรณีของทำเนียบรัฐบาล ป.ป.ช. นั้น เป็นเรื่องที่เราทราบอยู่แล้ว

 ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลจะดูแลกับการเล่นสงครามประสาทที่ใช้วิธีการก่อเหตุเป็นจุดๆอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราต้องไม่หวั่นไหว และยังยืนยันเหมือนเดิมว่าคนที่พยายามก่อเหตุวุ่นวายหรือความรุนแรง จะไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ มันเป็นไปไม่ได้

 “ จึงอยากจะให้ใครก็ตามซึ่งมีปัญหาต่างๆ ขอให้เคลื่อนไหวอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ซึ่งเป็นวิถีทางเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างแก้ไขได้ด้วยเหตุด้วยผล ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 เมื่อถามว่าสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นจะพิจารณาใช้กฎหมายพิเศษหรือยัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวปฏิเสธ ว่า ตอนนี้ยังไม่พิจารณานำกฎหมายพิเศษมาใช้ แต่เราก็ได้เตรียมการทั้งหมดเอาไว้แล้ว อย่างไรก็ตามในส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาลก็จะต้องเข้มข้นขึ้น

 เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่หากเกิดเหตุการณ์อย่างนี้หลายๆจุดพร้อมกันจะเป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราติดตามอยู่ตลอดเวลา เพราะว่ามีเรื่องข่าวที่เกี่ยวข้องกับคนที่พยายามเคลื่อนไหว รวมทั้งการเคลื่อนไหวใต้ดินที่ตนเคยบอก ขณะนี้เจ้าหน้าที่ก็มีการติดตามอยู่ตลอดเช่นกัน ซึ่งก็เป็นการพยายามและเป็นเป้าหมายของคนบางกลุ่มที่จะทำให้รัฐอยู่ในภาวะล้มเหลวในการดูแลความสงบเรียบร้อย

 ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของกองกำลังต่างชาติและกองกำลังติดอาวุธได้มีการตรวจสอบหรือยังในเรื่องความเคลื่อนไหวต่างๆ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นการตรวจสอบการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่เรามีข่าวสารและการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ อย่างเช่น เรื่องของอาวุธ เรื่องของเงิน ก็จะมีการติดตาม และเท่าที่ตรวจพบความผิดปกติต่างๆก็ไม่ได้เกินการคาดการณ์ที่ได้เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าในเดือน ก.พ.นี้ และต่อเนื่องถึงเดือน มี.ค.ก็จะมีความพยายามเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ดูแลและขอความร่วมมือประสานเพื่อติดตามความเคลื่อนไหว รวมทั้งการไหลเวียนของเงินจากธนาคารต่างๆด้วย

 เมื่อถามว่าขณะนี้การปฏิบัติงานทั้งฝ่ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเป็นอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เมื่อถามย้ำว่าปัญหาที่ตำรวจปล่อยเกียร์ว่างอย่างกรณีเหตุการณ์ เม.ย. 52 จะยังมีอยู่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรายืนยัน เพราะได้มีการประชุมร่วมกันทุกหน่วย ก็มีความเข้าใจกันดี มีการแบ่งหน้าที่กันทำ

 “นายกฯ”เจอเสื้อแดงป่วนเปิดเดิน-วิ่งการกุศล

 เมื่อเวลา 05.50 น. ที่สวนหลวง ร. 9 นายอภิสิทธิ์เดินทางไปเป็นประธานงานเดิน-วิ่งการกุศล ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดอนบอสโก มินิมาราธอน เพื่อการศึกษาครั้งที่ 8 โดยมีนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมงานด้วย โดยมีประชาชนสวมทั้งเสื้อสีชมพูและสีแดงร่วมงานกว่า 1,000 คน ซึ่งในส่วนของการรักษาความปลอดภัย

 นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ประเวศ ทั้งในและนอกเครื่องแบบแล้ว ก็ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล หน่วยอรินทราช และเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลจาก บก.น. 4 กระจายกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แต่เนื่องจากผู้มาร่วมงานสวมทั้งเสื้อแดงและชมพู จึงทำให้ยากต่อการสกรีนบุคคลที่ผ่านเข้า-ออก สุดท้ายจึงเกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มเสื้อแดง ประมาณ 5 คน เล็ดลอดเข้ามาปะปนกับบรรดานักวิ่งและเมื่อนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการปล่อยตัวนักเดินและนักวิ่งที่จุดสตาร์ท กลุ่มคนเสื้อแดงในนาม “ แดงบางนา ” ทั้ง 5 คน ก็ได้ยกหัวใจสีแดงที่มีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ตรงกลาง ชูขึ้นตบ พร้อมทั้งตะโกนว่า “ นายกฯ พวกเรามาต้อนรับ ” ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปประกบและกันบุคคลเสื้อแดงทั้งหมดให้ออกไปอยู่ด้านนอก แต่ยังคงมี 2 สามี-ภรรยา ที่สวมเสื้อแจ๊คเก็ตแดงบางนา ไม่ยอมออกไป ยังคงปักหลักยืนชูหัวใจสีแดง แต่ไม่ได้ได้ตบหัวใจหรือส่งเสียงตะโกนแต่อย่างใด

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะเดียวกันบริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าสวนหลวง ร. 9 บริเวณประตู 5 ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณจุดปล่อยตัวนักวิ่ง กลุ่มคนเสื้อแดง ประมาณ 10 คน ได้นำรถกระบะติดเครื่องขยายเสียงมาปักหลักปราศรัยโจมตีนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ประเวศ ประมาณ 10 นาย ตรึงกำลังดูแลพร้อมกับนำรถยกมาขวางบริเวณประตูทางเข้า ส่วนด้านในเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจล บก.น. 4 ประมาณ 20 นาย พร้อมโล่และกระบองได้ตั้งแถวป้องกันไว้อีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ตามได้มีประชาชนที่มาร่วมเดิน-วิ่ง และเป็นฝ่านสนับสนุนนายกรัฐมนตรี ได้ไปเกาะรั้วอยู่ด้านใน พร้อมตะโกนต่อว่ากลุ่มคนเสื้อแดงกลับเช่นกัน ทั้งนี้ในส่วนของนายกรัฐมนตรี หลังจากปล่อยตัวนักวิ่งมินิมาราธอนแล้ว ก็ได้ร่วมเดินการกุศล ระยะทาง 2.4 กิโลเมตร ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส อย่างไรก็ตามช่วงขากลับเมื่อต้องผ่านจุดที่กลุ่มเสื้อแดงปราศรัยโจมตีอยู่นั้น นายกรัฐมนตรีก็มีสีหน้าเคร่งขรึมลง พร้อมฟังการปราศรัยโจมตีของคนเสื้อแดง

 ทั้งนี้หลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกรัฐมนตรีได้เดินทางกลับออกจากสวนหลวง ร. 9 ทันที โดยเปลี่ยนเส้นทางจากเดิมที่ขาเข้าได้ใช้เส้นทา ถ.ศรีนครินทร์ ผ่านเข้ามาทางประตู 5 โดยไปออกทางประตู 4 ใช้เส้นทาง ถ. เฉลิมพระเกียรติ ร. 9 ออกมอเตอร์เวย์และขึ้นทางด่วนกลับบ้านพัก ซ.สุขุมวิท 31 ทันที