
จากความฝันอันสูงสุดถึงวีรบุรุษเขื่อนบางลาง (จบ)
คุณตวงพร อัศววิไล นอกจากจะเป็นนักข่าวที่ผมศรัทธาในความเป็นมืออาชีพและจุดยืนที่มั่นคงแล้ว เธอยังเป็นลูกสาวนายตำรวจที่ได้ชื่อว่ามีความเป็น
“ตำรวจอาชีพ” ท่านหนึ่ง กล่าวได้เช่นนี้ เพราะเคยปฏิบัติงานร่วมกับท่านในบางช่วงวิกฤติของบ้านเมืองมาแล้ว ดังนั้น จึงไม่แปลกใจกับความรู้สึกแรกที่อ่านจบคือ นอกจากจะเขียนได้งดงามหมดจดสมบูรณ์แบบเยี่ยงนักข่าวมืออาชีพแล้ว ยังเขียนได้เหมือนเข้าไปนั่งอยู่ในใจของพวกเราทั้งตำรวจและทหารที่ถูกปลูกฝังให้แอ่นอกเข้าป้องกันอันตรายทั้งปวงมิให้แผ้วพานผู้คนในแผ่นดินอีกต่างหาก
คนที่จะเข้าใจทหารตำรวจได้ดีที่สุดนอกจากตัวทหารและตำรวจเองแล้ว ก็คือเมียและลูกของพวกเราอย่างคุณตวงพรนี่แหละ
คุณตวงพร ทบทวนเรื่องราวของ ร.ต.อ.ธรณิศ ศรีสุข หรือ “ผู้กองแคน” ที่บันทึกของคุณตวงพรก่อนหน้านี้ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยต้องน้ำตาซึมกับเรื่องราวของ “นักรบต้นแบบ” ที่เฝ้า “ปิดทองหลังองค์พระปฏิมา” ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ซึ่งเขาคงตายไปเงียบๆ เหมือนเพื่อนนักรบนับไม่ถ้วนที่เสียสละไปแล้ว แต่ยังถือเป็นโชคดีของสังคมไทยที่คุณตวงพรได้นำมาบอกเล่าต่อ ทำให้ความตายของเขาไม่สูญเปล่า กระทั่งเป็นแรงบันดาลใจสำหรับนักรบอีกไม่น้อยที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เดินตามวิถีแท้จริงแห่งความเป็นนักรบ
แม้บทที่ 4 ของหนังสือเล่มนี้จะใช้ชื่อว่า “ปิดตำนานวีรบุรุษ” แต่เรื่องราวกลับไม่จบลงเพียงแค่นั้น เพราะยังมีเรื่องของ “นักรบออนไลน์ ร.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ” หรือ “หมวดตี้” ที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวเน็ต เขาเสียชีวิตจากการต่อสู้ในวันที่มีอายุครบ 24 ปี ทิ้งไว้ซึ่งความเศร้าของพ่อแม่และมิตรสหาย เป็นไปตามคำทำนายของหมอดูเขมรที่ทำนายไว้ตั้งแต่เขามีอายุเพียง 7 วันว่า จะมีอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น
ความตายของผู้กองแคนและหมวดตี้ในสายตาของคุณตวงพรเห็นว่าไม่เสียเปล่า เพราะเธอพบว่ามีนายตำรวจอีกจำนวนหนึ่งที่ยึดถือนายตำรวจผู้ล่วงลับทั้งสองเป็น “ฮีโร่” ประจำใจสืบทอดเส้นทางเหล็กแห่งตำรวจพลร่ม
ซึ่งผมเชื่อว่ายังมีตำรวจและทหารอีกจำนวนไม่น้อยที่คุณตวงพรไม่รู้จักก็ยึดถือเดินตามเส้นทางเกียรติยศของลูกผู้ชายเช่นนี้เช่นเดียวกัน
เส้นทางประวัติศาสตร์ของคนไทยไม่เคยร้างราวีรชน
ยังมีเรื่องราวของชุดนิติวิทยาศาสตร์ชายหญิง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ประจำเฮลิคอปเตอร์ทั้ง 10 ชีวิต ที่เสียสละไปพร้อมๆ กันจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกระหว่างเดินทางเข้าสู่พื้นที่เกิดเหตุซุ่มโจมตีหมวดตี้ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ยังมีเรื่องราวอันเป็นที่มาของศาลเพียงตาทรงไทยที่ตั้งอยู่บนเนินเขาด้านข้างหน่วยเฉพาะกิจยะลา ภายในค่ายสิรินธร ปัตตานี ที่มีภาพถ่ายใบเล็กๆ ของนายทหารคนหนึ่งตั้งอยู่ สีของภาพถ่ายซีดจางลงไปตามกาลเวลา เจ้าของภาพใบนั้นคือ พ.อ.สุทธิศักดิ์ ประเสริฐศรี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 ยะลา ที่เสียชีวิตจากเหตุลอบวางระเบิดรถยนต์เมื่อสิงหาคม 2549 ยังมีเรื่องราวของ “เสธ.อิฐ” พ.ต.พันธ์ศักดิ์ ทองสุข นายทหารอนาคตไกลที่เสียชีวิตระหว่างเดินทางเข้าพิสูจน์ทราบวัตถุต้องสงสัยแล้วถูกกับดัก “คาร์บอมบ์” เสียชีวิตทันที
หนังสือเล่มนี้มิได้เพียงแต่บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบ “รายงานข่าว” ทั่วๆ ไปเท่านั้น แต่ด้วยวิญญาณของนักข่าวมืออาชีพบวกกับมุมมองของความเป็นมนุษย์ คุณตวงพรได้ติดตามค้นคว้าความเป็นมาของนักรบแต่ละท่าน ทั้งเรื่องหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว จนนำไปสู่ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า วีรบุรุษมิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ วีรบุรุษมิใช่เพียงแค่นักรบที่เสียชีวิตเท่านั้น แต่วีรบุรุษคือผู้มีชีวิตอันเป็นอมตะ จิตวิญญาณของผู้ที่สมควรได้รับการเรียกขานว่าเป็นวีรบุรุษล้วนต้องผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักเท่านั้น
วีรบุรุษจึงเกิดจากความตั้งใจจริง วีรบุรุษมิได้เกิดจากความบังเอิญ
ผมเคยผ่านประสบการณ์สงครามและความสูญเสียของเพื่อนทหารตำรวจมาแล้ว ศพแรกๆ ก็จะได้รับความตื่นเต้นสนใจจากสังคม แต่เมื่อศพแล้วศพเล่าผ่านไปเป็นสิบเป็นร้อย สังคมก็เริ่มชาชิน กระทั่งเห็นเป็นเรื่องปกติ เหมือนเกิดมาแล้วก็ต้องตาย
แต่ความตายของผู้กล้าเพื่อปกป้องแผ่นดินย่อมมิใช่เรื่องปกติ มันเป็นเรื่องที่ทุกคนในชาติต้องใส่ใจ อย่างน้อยที่สุดก็แสดงออกถึงสำนึกในบุญคุณ และเหนือไปกว่านั้นคือ การให้คุณค่าของความเสียสละของพวกเขาเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่อยู่เร่งรีบแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ลุล่วงโดยเร็ว
เพื่อมิให้เป็นความตายที่สูญเปล่า
บัญชร ชวาลศิลป์



