ข่าว

ความรักกับหล่มลึก

ความรักกับหล่มลึก

14 ก.พ. 2553

วันก่อน น้องๆ ชมรมวรรณศิลป์ ม.ธรรมศาสตร์ เชิญผมไปพูดคุยถึงเรื่องหนังสือกับความรักเนื่องในโอกาสวันวาเลนไทน์ ผมมองดูเงาของตัวเองในกระจกแล้ว ก็ยังนึกไม่ออกว่าตัวเองจะมีเค้าคล้ายกับเซนต์วาเลนไทน์อย่างไร ถ้าจะให้ไปพูดอะไรในวันคริสต์มาส อาจจะพอใกล้เคียงกับซานต

 น้องพิธีกรถามผมถึงความรักในวรรณกรรมไทย ผมก็เล่าให้ฟังว่าความรักเป็นของใหม่สำหรับนักเขียนไทย ถ้ามองย้อนไปสมัยก่อน วรรณคดีไทยแทบจะไม่ได้พูดถึงเรื่องความรักกันเลยแม้จะมีบทอัศจรรย์อยู่แทบทุกเรื่องก็ตาม และถ้าจะเอื้อนเอ่ยถึงความรักก็มักจะเป็นเชิงอุปมาอุปไมย ไม่ได้เฉลยเอ่ยคำรักออกมาตรงๆ หรือโต้งๆ ยกตัวอย่างพระอภัยมณีของสุนทรภู่ ตอนพระอภัยเกี้ยวนางละเวง ที่ว่า “แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา เชยผกาโกสุมปทุมทอง แม้เป็นถ้ำอำไพใคร่เป็นหงส์ จะร่อนลงสิงสู่เป็นคู่สอง ขอติดตามทรามสงวนนวลละออง เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป” ถ้าเป็นสมัยนี้ สาวๆ ก็คงจะย้อนถามว่าแล้วตกลงพี่กิ๊กหนูหรือเปล่า?

 ในทัศนะของผม รัชกาลที่ 6 น่าจะทรงเป็นนักเขียนพระองค์แรกที่กล่าวถึงคำว่ารักอย่างชัดเจนและลึกซึ้ง อย่างเช่น “ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน ไม่ยินและไม่ยล อุปสรรคใดใด ความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกผิว์ขังไว้ ก็โลดจากคอกไป บ่ยอมอยู่ ณ ที่ขัง” (มัทนะพาธา) หรือ “ความเอ๋ยความรัก แรกสมัครชั้นต้น ณ หนไหน เริ่มเพาะเหมาะกลางหว่างฤทัย หรือเกิดในสมองตรองจงดี แรกจะเกิดเป็นไฉนใครรู้บ้าง อย่าอำพรางตอบสำนวนให้ควรที่ ใครถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงรตี ผู้ใดมีคำตอบขอบใจเอย” (เวนิชวานิช) รวมทั้ง “เป็นผู้หญิงแท้จริงแสนลำบาก เป็นผู้ชายยิ่งยากกว่าหลายเท่า หญิงต้องเจียมกายามาแต่เยาว์ ชายต้องเฝ้าวิงวอนให้หล่อนรัก หญิงถึงรักต้องแกล้งแสร้งทำเฉย หวังให้ชายอยากเชยยิ่งขึ้นหนัก ต่างคนต่างซัดกันน่าขันนัก ที่แท้ต่างสมัครจะรักกัน” (วิวาหะพระสมุทร)

 หลังจากสมัยรัชกาลที่ 6 นักเขียนไทยในยุคต่อมาจึงได้เขียนถึงความรักกันโดยทั่วไป และหลายเรื่องได้กลายเป็นนิยายอมตะ เช่น “ข้างหลังภาพ” ของ ศรีบูรพา หรือ “ปีศาจ” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ซึ่งมิได้เป็นแค่ความรักของหนุ่มสาว หากแต่แผ่ความรักไปยังผู้คนในสังคม ความเป็นธรรม ความเสมอภาค และมนุษยชาติ ฯ อย่างที่ขวดน้ำดื่มของ ม.ธรรมศาสตร์โค้ดถ้อยคำของ “ศรีบูรพา” ว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” มาไว้ที่ข้างขวด นั่นแหละครับ

 น้องๆ ถามว่า เหตุใดนิยายรักหวานแหววของไทยในปัจจุบันจึงฉาบฉวยขาดความดื่มด่ำ ในข้อนี้หากมองย้อนไปถึงนิยายรักในอดีตจะพบว่าผู้เขียนได้เขียนเรื่องเหล่านี้ ในวัยที่มีทั้งวุฒิภาวะและประสบการณ์ชีวิต ความรักของท่านเหล่านั้นจึงเป็นความรักที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และมีมุมมองที่รอบด้าน ต่างจากนิยายรักในปัจจุบันโดยเฉพาะของนักเขียนวัยรุ่น ที่อาจจะยังไม่รู้จักหรือเข้าใจความรักและชีวิตเพียงพอ หรือเป็นความรักในจินตนาการแคบๆ

 มีคำถามว่า ผมมีเทคนิคในการเขียนหนังสืออย่างไร ผมตอบว่าผมใช้เทคนิคเดียวกันกับพี่เชิด ทรงศรี นั่นคือ “ไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว” แต่จะเป็นแก้วพร่องน้ำซึ่งคอยรองรับน้ำใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา การเขียนหนังสือก็เหมือนกับกระบวนการผลิต ที่ต้องมี input และ output ถ้าเปิดตัวเปิดใจให้กว้างเท่าไหร่ก็สามารถเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้มากเท่านั้น และก็จะมีทรัพยากรสำหรับการผลิตมากขึ้นตามไปด้วย

 คำถามเกือบสุดท้ายถามว่า ควรจะทำตัวอย่างไรในภาวการณ์ทางการเมืองที่เหมือนติดหล่มอย่างในเวลานี้ ผมได้ให้คำตอบว่า ก็ขึ้นมาจากหล่มเสียก่อนสิครับ จะมัวไปยืนอยู่ในหล่มให้เมื่อยทำไม

 ผมไม่ทราบว่าน้องๆ จะเข้าใจคำตอบข้อนี้ของผมหรือไม่ เห็นหัวเราะกันคิกคัก อาจจะนึกว่าผมเล่นมุกตลกกระมัง ?