
"สุดารัตน์"ยันไม่เคยสกัด"เฉลิม"นั่งเก้าอี้นายกฯ
"สุดารัตน์"ลั่นไม่เคยเรื่องภายในพท. ยันไม่เคยเตะสกัด"เฉลิม"นั่งเก้าอี้นายกฯ บ่นน้อยใจเปรียบตัวเองเป็นคนชั้นสองจะไปทำอะไรได้ ประกาศขอสละตัวเองให้ยอมเป็นเหยื่อเพื่อให้ปัญหาทั้งหมดยุติ เชื่อหากศาลตัดสินยึดทรัพย์"ทักษิณ"ทำตรงไปตรงมาไม่มีปัญหา
(12ก.พ.) เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ห้องอาหารจีน โรงแรมโซฟิเทล เซนทาราแกรนด์ ลาดพร้าว คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงเปิดใจ กรณีที่มีข่าวว่าเข้าไปแทรกแซงการทำงานภายในพรรคกรณีที่ถูกร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย วิพากษ์ ว่าเข้าไปมีบทบาทในการพิจารณาเรื่องการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และพยายามสกัดไม่ให้ร.ต.อ.เฉลิม ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทย
โดยมีนายภูมิธรรม เวชชยชัย อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตโฆษกพรรคไทยรักไทย นายสุนัย เศรษฐบุญสร้าง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย น.ส.ศันสนีย์ นาคพงษ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายยุรนันท์ ภมรมนตรี อดีตผู้สมัครผู้ว่า กทม. นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. นายอนุสรณ์ ปั้นทอง ส.ส.กทม.และ นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ร่วมด้วย
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการปล่อยข่าวพาดพิงมาถึงตนอย่างไม่เป็นธรรมทั้งที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ตนจึงรู้สึกตกใจและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ต้องยอมทนรับสภาพ และนิ่งเฉยในฐานะที่เป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ซึ่งเป็นเหมือนพลเมืองชั้นสอง จึงยอมตกเป็นเหยื่อสักครั้งเพื่อให้ปัญหาจบ ทั้งที่เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและอาจส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย จึงขอความเห็นใจว่าอย่านำตนเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรด้วย เพราะไม่ต้องการที่จะให้ตัวเองเป็นปัญหากับพรรคเพื่อไทย เนื่องจากในพรรคเพื่อไทยเขามีระบบและการบริหารจัดการภายในพรรคอยู่แล้ว ดังนั้นการดึงคนที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ไม่สามารถลงสมัครับเลือกตั้งได้จะทำให้พรรคเกิดความเสียหายได้ และคนที่ไม่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบไปด้วย
“ ที่ผ่านมาไม่พูดอะไรเลย เพราะจำยอมในฐานะ 111 และในพรรคก็มีผู้บริหารตัวจริงอยู่แล้ว หากมีคนที่เกษียณไปแล้วเขาไปยุ่งเกี่ยวใครเขาจะยอมได้ จึงให้ใช้สามัญสำนึกคิดตรงจุดนี้ด้วย ส่วนที่อ้างแหล่งข่าวก็ต้องขอร้องว่าให้ถามคนกลางสักนิดว่าข่าวที่ออกมาจริงหรือไม่ ถ้าใครโดนอย่างนี้ก็คงเสียใจ ไม่เชื่อก็ลองเปลี่ยนจาก ... (จุด จุด จุด) สุดารัตน์ ไปเป็นชื่อตัวเอง เป็นใครโดนอย่างนี้ก็ต้องเสียใจ เพราะดิชั้นไม่คิดที่จะไปเสนอหน้าเสนอแนะ หรือเสนอใครเป็นนายกฯ ถึงแม้จะเป็นผู้หญิงแต่ก็ไม่ทำอะไรลับหลัง ตั้งแต่สมัยทรท. จะเห็นว่าหากไม่เห็นด้วยก็จะใช้เหตุผลคัดค้านกันต่อหน้า และหากจำได้สมัยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคชาติไทย ตนเคยกล่าวประณามนักการเมืองที่ชอบพูดลับหลัง จึงไม่อยากกลับไปกล่าวหาคำนั้นอีก” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวอีกว่า ยอมรับว่าที่ผ่านมาส.ส.และบุคคลที่รู้จักได้เดินทางมาหารือ และปรึกษาการทำงานกับตนในเรื่องในต่างๆในฐานะพี่น้องที่เคยทำงานร่วมกันมานับ 10 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไร จึงไม่ต้องการให้คิดมากว่าจะไปตั้งกลุ่มตั้งก๊วนกัน หรือทำให้เกิดปัญหากับพรรคเพื่อไทย ตรงกันข้ามตนยังเอาใจช่วยส.ส.ในพรรคดังกล่าวที่นำนโยบายการทำงานของพรรคไทยรักไทยมาสานต่อให้เกิดประโยชน์ทั้ง 30 บาทรักษาทุกโรค นโยบายช่วยเหลือผู้ยากจน
ช่วงเวลาที่ผ่านมาตนได้รวมตัวกับอดีตกรรมการสมาชิกบ้านเลขที่ 111 นักวิชาการ เพื่อทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง จึงรวมตัวกันโดยใช้ความรู้และประสบการณ์การทำงานของแต่ละคนร่วมกันก่อตั้งสถาบัน “สร้างสานอนาคตไทย” โดยยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ยังดำเนินงานในโครงการ “แก้วตา ดวงใจ เทิดไท้องค์ราชา ราชินี” เพื่อทำประโยชน์ให้กับสังคม และช่วยเหลือบ้านเมืองในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติ เกิดความแตกแยกขึ้นในสังคม ให้ประเทศสงบสุข แข็งแรงมั่นคง ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง
เมื่อถามว่าคิดว่าการเปิดใจพูดในครั้งนี้จะทำให้ปัญหาต่างๆยุติหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ก็ให้ลองคิดดูว่าในเมื่อเราไม่ได้ทำอะไร ก็รู้สึกเสียใจ จึงขอร้องว่าอย่าเอาตนไปเป็นเหยื่อ ตนไม่ได้ขัดข้องที่ใครจะมาเป็นนายกฯ ก็เป็นได้ ส่วนที่มีการระบุว่านายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานภาคกทม.พรรคเพื่อไทย จะมาเป็นนายกฯ ถามว่าจะเป็นได้อย่างไร ยืนยันว่าเวลาที่ส.ส.มาหาตนก็จะพูดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
เมื่อถามว่าแต่ดูเหมือนร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย จะยังปักใจเชื่อว่าคุณหญิงสุดารัตน์เข้าไปขัดขวางการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยว และไม่เห็นความสำคัญของคนที่สื่อกล่าวมาว่ามีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปขัดขวาง เรื่องนี้ผู้บริหารพรรคเพื่อไทยควรออกมายืนยันว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หากตนมีอิทธิพลทำได้ขนาดนั้น คงไม่เป็นอย่างนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากอะไร คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า เกิดจากจุดเล็กที่มีส.ส.กทม.ของพรรคเพื่อไทยคนหนึ่งไปให้ความเห็นว่ามีคนไปถามว่าใครเหมาะที่จะมาเป็นนายกฯ ซึ่งตนก็ถามไปที่ส.ส.คนดังกล่าว และทราบว่าไม่ใช่มติของภาคกทม. ความเห็นที่ออกมาจึงเป็นเรื่องส่วนบุคคล และบอกไปว่าไม่ และให้ระมัดระวังมากขึ้น เมื่อถามว่าจะพูดคุยกับร.ต.อ.เฉลิม หรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ย้ำว่าอย่ามายุ่งกับตนเลย
เมื่อถามต่อว่า แสดงว่าข่าวที่เกิดขึ้นเพราะเป็นการผิดพลาดเรื่องการสื่อสาร คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบว่ามีเหตุผลอะไรที่ซ่อนเงื่อนกันอยู่ ต่อข้อถามถึงกรณีที่มีข่าวว่าปัญหาส่วนหนึ่งมาจากที่ส.ส.กทม.ไปขัดขวางไม่ให้บุตรชายร.ต.อ.เฉลิม ลงสมัครรับเลือกตั้ง กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน
เชื่อหากศาลตัดสินยึดทรัพย์"ทักษิณ"ทำตรงไปตรงมาไม่มีปัญหา
คุณหญิง สุดารัตน์ กล่าวถึงกรณีที่ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7.6. หมื่นล้านของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นพลเรือนชั้นสองก็ตาม ยังรู้สึกคล้ายกับคนไทยส่วนใหญ่ที่รู้สึกหนักใจ กลุ้มใจ และเบื่อสภาพบ้านเมืองที่เป็นอยู่ และมองว่าการตัดสินคดียึดทรัพย์จะเป็นปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับความจริง แต่ขอให้มองที่ส่วนรวมเป็นหลัก โดยตัดสินด้วยความยุติธรรมอย่างแท้จริง และไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไรก็ต้องอธิบายตามหลักกฎหมาย และหลักนิติธรรม เพราะเมื่อตัดสินแล้วจะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ หากอธิบายได้ตามหลักก็ไม่มีปัญหาอะไร
เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะนำไปสู่ความรุนแรงได้หรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องตั้งสติ โดยยึดส่วนรวมเป็นที่ตั้ง กลุ่มเสื้อแดงต้องอย่าหลงกลตกเป็นเหยื่อโดยใช้ความรุนแรง ขณะที่รัฐบาลต้องไม่ใช่กำลังกับกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะการใช้กำลังจะเป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงได้ นอกจากนี้การระบุว่าจะเกิดเหตุปฏิวัติ จะยิ่งทำให้สถานการณ์ไปกันใหญ่และบ้านเมืองจะกลับไปอยู่ในหลุมดำอีกยาวนาน และภาวนาว่าจะให้เป็นไปตามที่ผู้นำเหล่าทัพระบุว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ภูมิธรรม"ชี้ความขัดแย้งในสังคมจะยุติทุกฝ่ายต้องหยุดพูด
นายภูมิธรรมกล่าวว่า หลังจากเกิดการรัฐประหารอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย รวมไปถึงนักวิชาการและประชาชนได้รวมตัวกันก่อตั้ง “สถาบันสร้างสานอนาคตไทย” เพื่อร่วมกันทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง โดยนำเสนอเกี่ยวกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมให้พ้นวิกฤติในระดับหนึ่ง พร้อมกับช่วยกันหาแนวทางออกก่อนส่งผ่านไปให้ประชาชนรับทราบ โดยจะจัดกิจกรรมเพื่อสังคมให้ได้ ปีละ 1 ครั้ง หรือ 2 - 3 ครั้งต่อเดือน ทั้งนี้เห็นว่าในขณะนี้หากทุกฝ่ายอยากเห็นประเทศกลับไปสู้ความสงบควรพูดให้น้อยลงและหยุดทำงานด้วยปาก แต่ต้องบริหารด้วยหลักการและความยุติธรรมไม่เช่นนั้นความสามัคคีคงไม่เกิด
เมื่อถามว่าในอนาคตการรวมกลุ่มของบุคคลหลายฝ่ายจะแปรเป็นกลุ่มการเมืองในอนาคตได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า แล้วแต่สถานการณ์ และต้องดูความประสงค์ของประชาชนด้วย เมื่อถามว่ามองการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 ล้านของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า หากพิจารณาอย่างมีหลักเกณฑ์ทุกอย่างก็น่าจะดี



