ข่าว

ห่วงเอฟทีเออาเซียนเหลือ0%ตปท.งัดมาตรการกีดกัน

ห่วงเอฟทีเออาเซียนเหลือ0%ตปท.งัดมาตรการกีดกัน

12 ก.พ. 2553

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศบุกอีสาน ดึงกลุ่มโอท็อป-เอสเอ็มอีเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดการค้าเสรีและความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทยกับกลุ่มประเทศอาเซียน ระบุอินเดีย-ญี่ปุ่นเป็นตลาดที่น่าสนใจเข้าไปลงทุน แต่ยังห่วงอนาคตเอฟทีเออาเซียนเหลือ 0% ในปี 58 ตปท.

วันนี้ (12 ก.พ.) ที่โรงแรมเจริญธานีปริ๊นเซส จ.ขอนแก่น ดร.จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา ผอ.สำนักเอเชีย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการสัมมนา "การเพิ่มโอกาสทางการค้าจากตลาดอาเซียนสู่ตลาดโลก : อาเซียน+6 ,บิมส์เทค ,อินเดีย ,ออสเตรเลยีย และนิวซีแลนด์ ว่า ที่ผ่านมาไทยได้ทำความตกลงการค้าเสรีกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ในหลายประเทศ ทั้งความตกลงด้านสินค้า กาารค้าบริการ และการลงทุน ทั้งกับประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดียและเอเชียใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งขนาดของตลาดครอบคลุมประชากรเกือบ 3,300 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 2 ของโลก

 ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ศักยภาพของตลาดในอาเซียน พบว่า อินเดียเป็นประเทศที่น่าสนใจในการเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะด้านการบริการประเภทอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งขณะนี้ประเทศเกาหลี และญี่ปุ่น ได้เข้าไปลงทุนบ้างแล้ว หากนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนหรือส่งสินค้าไปจำหน่ายยังอินเดียก็สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีตามความตกลงในกรอบอาเซียน-อินเดีย ที่เพิ่งลงนามความตกลงเมื่อวันที่ 1 ต.ค.52 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็เป็นตลาดที่น่าสนใจ เพราะดูจากจีดีพีของชาวญี่ปุ่นซึ่งมีผลต่ออำนาจการซื้อแล้วพบว่าญี่ปุ่นมีจีดีพีต่อหัวสูงสุด คือ 35,573 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือ บรูไน และออสเตรเลีย

 ด้านนางสุภาวดี ไชยานุกูลกิตติ นักวิชาการพาณิชย์ ชำนาญการพิเศษ สำนักสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เอฟทีเออาเซียนนับตั้งแต่ 1 ม.ค.53 ภาษีลดเหลือ 0% ในและปี 2558 ในกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม สินค้าทุกตัวจะลดภาษีเป็น 0% ซึ่งหวั่นเกรงว่าในอนาคตมาตรการที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษีจะถูกนำมาใช้มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามกฎขององค์การการค้าโลก (WTO) อาทิ หากไทยจะส่งออกสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าไปที่ประเทศอินโดนนีเชีย และมาเลเซีย สินค้าเหล่านั้นจะต้องได้มาตรฐานสินค้าของประเทศนั้นๆ ซึ่งมาตรการกีดกันทางการค้าเชื่อว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่ ดังนั้นอนาคตในอีก 5-10 ปีข้างหน้าผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมรับมือกับมาตรการกีดกันดังกล่าว

 อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ จ.ขอนแก่น หากต้องการยกระดับเป็นผู้ส่งออกและใช้สิทธิประโยชน์จากการทำเอฟทีเออาเซียน ควรจะรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มและจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และควรศึกษาและติดตามกฎระเบียบทางการค้าของประเทศต่างๆ เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ที่กำหนด ปรับโครงสร้างการผลิตที่เน้นใช้วัตถุดิบในประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและใช้ประโยชน์จากผลการเจรจาเอฟทีเอให้มากที่สุด

 ขณะที่ นายบุญเลิศ บูรณศักดา ประธานหอการค้า จ.ขอนแก่น กล่าวว่า มุมมองของคนขอนแก่นต่อการเปิดตลาดการค้าเสรีว่า จะเกิดการเคลื่อนไหวของสินค้า บริการ เงินทุน ผู้ประกอบการ และแรงงานเป็นไปอย่างเสรี ดังจะเห็นได้ว่า ตอนนี้ทุนต่างถิ่นเข้ามาลงทุนใน จ.ขอนแก่น เพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ เกิดการแข่งขันทางการค้า เกิดการแข่งขันแรงงานมีฝีมือ ไร้ฝีมือ และการบริการอย่างมืออาชีพ

 อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของการใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดการค้าเสรี ผู้บริโภคจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด เพราะนอกจากจะได้ใช้ของดีราคาถูก สินค้ามีให้เลือกหลากหลาย การบริการเป็นแบบมืออาชีพมากขึ้น ส่วนในแง่ของนักธุรกิจภูธรก็จะเกิดความท้าทายในอนาคต และก้าวไปสู่แข่งขันในระดับภูมิภาคไม่ใช่เฉพาะในระดับท้องถิ่นเท่านั้น