
ไทยเนรเทศ5นักค้าอาวุธข้ามชาติเย็นวันนี้
รัฐบาลไทยเนรเทศ5นักค้าอาวุธข้ามชาติเย็นวันนี้ สหรัฐ ระบุ ยอมรับการตัดสินใจของอัยการและเคารพระบบยุติธรรมไทย ด้านอภิสิทธิ์" ยัน ส่งกลับประเทศเป็นไปตามมติยูเอ็นเชื่อสหรัฐฯไม่มีปัญหาส่วนของอาวุธยังคงเก็บไว้และรอมติยูเอ็น
(12ก.พ.) สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานอ้างนายสมศักดิ์ สายทอง ทนายความของลูกเรือทั้ง 5 คน ระบุว่าทางการไทยเตรียมส่งตัวลูกเรือ ซึ่งประกอบไปด้วยนักบิน ชาวเบลารุส และลูกเรือชาวคาซัคอีก 4 คน ออกนอกประเทศในเย็นวันนี้ หลังอัยการสั่งไม่ฟ้องเมื่อวานนี้ โดยตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจะนำตัวทั้ง 5 คนจะไปที่สนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 5 โมงเย็น เพื่อส่งขึ้นเครื่องบินพาณิชย์เดินทางกลับคาซัคสถานและเบราลุส ขณะที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะบอกก่อนหน้านี้ว่าได้ประสานไปยังทั้งสองประเทศเพื่อให้รับตัวลูกเรือเหล่านี้แล้ว
การเนรเทศลูกเรือทั้ง 5 มีขึ้นหลังอัยการสั่งไม่ฟ้องในข้อกล่าวหาลักลอบขนอาวุธผิดกฎหมาย หลังทั้งหมดถูกจับกุมเมื่อธันวาคมขณะขนอาวุธจากเกาหลีเหนือแวะเติมน้ำมันที่สนามบินดอนเมือง เจ้าหน้าที่สามารถยึดอาวุธรวมถึงขีปนาวุธและจรวดอาร์พีจี น้ำหนัก 35 ตัน
การมีคำสั่งไม่ฟ้องทำให้นานาชาติเกิดความวิตกว่า จะไม่สามารถสอบสวนหาจุดหมายปลายทางของอาวุธเหล่านี้ซึ่งถือเป็นอาวุธผิดกฎหมาย ท่ามกลางข้อสงสัยว่าอาวุธอาจถูกส่งไปที่อิหร่านหรือตะวันออกกลาง ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เป็นการละเมิดมติของสหประชาติที่ห้ามเกาหลีเหนือส่งออกอาวุธทุกชนิดตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว
ด้านโฆษกสถานทูตสหรัฐประจำกรุงเทพฯ บอกว่า การปล่อยลูกเรือ 5 คนดังกล่าวเป็นการตัดสินใจของอัยการไทย และรัฐบาลสหรัฐเคารพความอิสระของระบบยุติธรรมในไทย พร้อมกันนี้ยังชื่นชมไทย ที่ได้ปฏิบัติตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการตรวจค้นและสกัดจับอาวุธจากเกาหลีเหนือ ซึ่งคณะกรรมาธิการของยูเอ็นกำลังสอบสวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้านนายกรัฐมนตรี
อภิสิทธิ์บอกว่า รัฐบาลกำลังรอคำแนะนำจากยูเอ็นว่าจะทำอย่างไรกับอาวุธที่ยึดได้ ซึ่งขณะนี้ถูกเก็บไว้ที่ฐานทัพอากาศ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้วินิจฉัยและสั่งให้ปล่อย 5 ผู้ต้องหาขนอาวุธสงคราม 35 ตันเข้ามาเติมน้ำมันที่ท่าอากาศยานดอนเมืองเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2552 กลับประเทศว่า ขั้นตอนต่อไปเราจะส่งตัวกลับไป เพราะทางประเทศของคนเหล่านี้ต้องการที่จะขอตัวไปเพื่อดำเนินการสอบสวนเอง เราก็จะส่งตัวกลับไปก็ถือว่าจบเรื่องของคน ส่วนเรื่องของอาวุธก็ดำเนินการต่อไปตามที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แนะนำมา อย่างไรก็ตามการดำเนินการของรัฐบาลไทยยืนยันว่าเป็นการดำเนินการตามพันธะในการที่จะต้องปฏิบัติตามมติของยูเอ็น และเมื่อมีการไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีการแจ้งเรื่องตามกฎหมายภายในของเรา ก็ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการ แต่เมื่ออัยการได้ใช้ดุลพินิจในการสั่งไม่ฟ้อง ก็เป็นเรื่องที่เราต้องดำเนินการตามหน้าที่ตามข้อผูกพันของยูเอ็นให้ เกิดความเรียบร้อย ส่วนกฎหมายภายในก็ให้ยุติไป และตนไม่คิดว่าจะเกิดกรณีการฟ้องกลับโดยเฉพาะเรื่องของอากาศยานที่เรายึดไว้ เพราะสิ่งที่ได้ดำเนินการไปก็เป็นไปตามมติยูเอ็น และเราก็ต้องดูกฎหมายภายในประกอบด้วย
เมื่อถามว่าข้อดีในการส่งตัวผู้ต้องหากลับไปยังประเทศต้นทางคืออะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าทางอัยการได้แถลงถึงเหตุผลการใช้ดุลพินิจในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และประโยชน์ของประเทศโดยรวม และในส่วนของอาวุธที่ยึดไว้นั้น คงต้องรอยูเอ็นระหว่างนี้ก็มีการรายงาน ติดต่อประสานงานกัน ทั้งนี้เรามีข้อกฎหมายในการดูแลอยู่ซึ่งในการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ผ่านมาก็มีการซักซ้อมกัน แต่ก็ต้องรอฟังยูเอ็นด้วยเพราะต้องมีการจำแนกประเภทของอาวุธแต่ละชนิด ซึ่งทางยูเอ็นก็ยังไม่ได้ตอบรายละเอียดมาทั้งหมด
เมื่อถามว่า ปัญหาที่สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)ยังไม่ยอมส่งตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คนกลับประเทศต้นสังกัดคืออะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตามขั้นตอนก็จะมีการดำเนินการเพราะมีการประสานงานกับประเทศที่เขาจะรับตัวไปสอบสวนอยู่แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันไม่ว่าจะอย่างไรก็จะส่งตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คนกลับประเทศ เมื่อถามว่าจะมีปัญหาหรือไม่หากฝ่ายตำรวจไม่เห็นด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่มีปัญหาเพราะน่าจะมีความเป็นเอกภาพและความชัดเจนอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะทำให้สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ประสานในการจับกุมในครั้งนี้เกิดความไม่พอใจหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะเรามีหน้าที่ อีกทั้งมติของยูเอ็นนั้นมุ่งที่ตัวอาวุธ ส่วนเรื่องตัวบุคคลนั้นเป็นกฎหมายภายในของเราเอง
เมื่อถามว่านักวิชาการต่างประเทศมองว่า ประเทศต้นทางที่จะรับกลับไม่เคยมีการตัดสินคดีประเภทนี้มาก่อน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกประเทศต้องแยกกันระหว่างการมีพันธะข้อผูกพันระหว่างประเทศ ซึ่งมุ่งที่เรื่องอาวุธ ส่วนเรื่องคนนั้นเป็นเรื่องของกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งการตัดสินครั้งนี้ทางอัยการก็ได้ใช้ดุลพินิจแล้ว และมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาอะไรตามมา และคิดว่าสิ่งที่อัยการพิจารณาอย่างนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ที่สุด



