
สาทิตย์ยันเดินหน้าแจงคดียึดทรัพย์ทักษิณ"
สาทิตย์ ยืนยัน เดินหน้าแจงคดียึดทรัพย์ ทักษิณ" ทำ 2 แผนพีอาร์ช่วงก่อน-หลังตัดสินคดี แจงข้อเท็จจริง-เตรียมโชว์นโยบายรัฐ
(12ก.พ.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีการวิจารณ์ว่ารัฐบาลพยายามใช้ช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐในการชี้แจงเกี่ยวกับคดียึดทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องนี้มีความจำเป็น เพราะในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามสร้างความเข้าใจที่สับสนให้เกิดขึ้นในเรื่องกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจริงๆแล้วเราไม่ได้มุ่งไปจัดการคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นการป้องกันผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะคดียึดทรัพย์ฯ เราจึงต้องทำให้ประชาชนเข้าใจใน 2 เรื่อง คือ 1.กระบวนวิธีพิจารณาในกระบวนการยุติธรรมของไทยมีความยุติธรรมจริง เปิดโอกาสให้คู่ความ 2 ฝ่ายได้สืบพยานและหักล้างข้อเท็จจริง 2.การนำกรรมการของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาออกรายการ ก็ให้มาพูดว่าทำไมจึงมีการฟ้องคดีนี้ มีข้อสงสัยอย่างไร และอาจมีรายงานเพิ่มเติมว่าในการหักล้างข้อมูลของ คตส.นั้น เขาใช้ข้อมูลอย่างไร ซึ่งตนคิดว่านี่เป็นการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่อสังคม โดยขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ชมว่าจะเชื่อหรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ไม่ใช่เป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือโน้มนำการตัดสินใจของศาล
เมื่อถามว่าครอบครัวชินวัตรยื่นร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ให้คตส.ออกมาพูดเรื่องนี้ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะยื่น ซึ่งขึ้นอยู่ที่ศาลฯจะวินิจฉัยว่าสามารถทำได้หรือไม่ อย่างไร แต่ตนเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญรองรับสิทธิในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนด้วย แต่ส่วนตัวตนเห็นว่าถ้าเป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงโดยสุจริต ก็น่าจะทำได้ แต่คงรอคำวินิจฉัยของศาลฯออกมาก่อน ทั้งนี้ ตนคิดว่าสื่อมวลชนไม่ได้ให้คตส.ออกมาพูดฝ่ายเดียว แต่มีการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆว่าที่มาที่ไปอย่างไร และสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง 11) ไม่ได้จัดรายการเองทั้งหมด แต่บางครั้งเป็นรายการของสถาบันภายนอกซึ่งเราไปถ่ายทอดรายการและรายงานข่าว อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าประเด็นใหญ่คือการให้ข้อเท็จจริงกับสังคมเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่จะนำไปสู่การสร้างเงื่อนไขในการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ซึ่งถ้าลดเงื่อนไขได้และทำให้คนเข้าใจ การปฏิวัติมวลชนก็ไม่เกิดขึ้น
ต่อข้อถามว่าจะยิ่งทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมหรือไม่ เพราะเป็นการให้คตส.ที่เป็นคู่กรณีในเรื่องนี้ ได้ออกมาพูด นายสาทิตย์ กล่าวว่า คตส.ไม่ใช่คู่กรณี แต่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ถูกจัดตั้งตามอำนาจรัฐฐาธิปัตย์ในขณะนั้น ส่วนใครจะชอบหรือไม่ มีความเห็นหักล้างอย่างไร ก็เป็นการวินิจฉัยของศาลฯ เพราะฝ่ายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่าคตส.เป็นปฏิปักษ์ ซึ่งเป็นข้อต่อสู้หนึ่งในศาลฯ แต่การที่ คตส.ออกมาให้ข้อเท็จจริงก็เป็นข้อเท็จจริงในเนื้อคดี
“ผมคิดว่าสังคมไทยต้องรับรู้ข้อมูลทุกด้าน เพราะจะอ้างกรณีของคนเสื้อแดงจะไปทำอะไรทุกอย่างตามใจเขาหมด คงไม่ได้ จะห้ามคนนั้นคนนี้พูด วันนี้ถึงขั้นจะข่มขู่ว่าจะทำร้ายคนนั้นคนนี้อย่างที่มีข่าวว่าคุณอริสมันต์ (พงษ์เรืองรอง) ไปพูดในรายการว่าเสธ.แดง (พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล) คงรู้แล้วว่าบ้านใครอยู่ตรงไหน เรื่องนี้เป็นการข่มขู่กระบวนการยุติธรรมและตุลาการในคดีนี้โดยตรง ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเกิดในคดีซุกหุ้นมาแล้ว บ้านเมืองจะปกครองในระบอบอนาธิปไตยที่ใครใคร่จะทำร้ายใคร ไม่ได้หรอก บ้านเมืองมีกฎหมาย ถ้าเขาไปทำอย่างนั้นเขาก็ได้รับผลเสียเอง” นายสาทิตย์ กล่าว
รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การประชาสัมพันธ์เชิงรุกในการทำความเข้าใจกับประชาชนถึงสถานการณ์บ้านเมืองนั้น รัฐบาลได้วาง 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระหว่างวันที่ 8-26 ก.พ.นี้ เน้นเรื่องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และกระบวนการยุติธรรม รวมถึงชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ใช้ 2 มาตรฐาน อีกทั้งให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีใหญ่ เช่น คดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ และคดีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึดสนามบิน เป็นต้น ส่วนระยะที่ 2 วันที่ 27 ก.พ.- 30 มี.ค.นี้ เน้นเรื่องผลคำพิพากษาของคดีนี้และนโยบายที่รัฐบาลต้องทำต่อไปเพื่อให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลมาทำงานแก้ปัญหาของประเทศเป็นหลัก
เมื่อถามว่าแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงระบุว่าถูกรัฐบาลใส่ร้ายด้วยการพยายามปล่อยข่าวเรื่องการโอนเงินจากต่างประเทศมาสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง นายสาทิตย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของข้อเท็จจริง ซึ่งที่จริงก็มีการพูดกันมานานแล้ว เพราะใครๆก็รู้ว่าการขับเคลื่อนมวลชนขนาดใหญ่ ต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ซึ่งมีประเด็นว่าค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมาจากที่ใด ดังนั้น หน่วยข่าว เช่น ฝ่ายความมั่นคง คงต้องติดตามข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ซึ่งคนที่ออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าว น่าจะมีเบาะแสพอสมควร แต่คงไม่ถึงขั้นที่จับให้มั่นคั้นให้ตาย ทั้งนี้ ฝ่ายที่บอกว่าถูกใส่ร้าย ก็ต้องพิสูจน์ออกมาว่าเอาค่าใช้จ่ายมาจากที่ไหน



