
แหล่งเงินจากดูไบ
แกนนำเสื้อแดง นักการเมือง เครือข่ายคนหนีคุกออกมาเต้นแร้งเต้นกากันใหญ่เมื่อ 2-3 ก่อน หลังจากรัฐบาล โดยเฉพาะอาจารย์ปณิธาน วัฒนายากร รักษาการโฆษก ปูดออกมาว่า มีการโอนเงินจากต่างประเทศ โดยแหล่งหลักคือรัฐดูไบ เพื่อเป็นน้ำเลี้ยงสำหรับการเคลื่อนไหวมวลชนหวังล้มรั
พวกที่ได้รับเงินจากน้ำเลี้ยงมานาน ออกมาปฏิเสธคอเป็นเอ็น ร้องให้รัฐบาลหาหลักฐานมาแสดง ทั้งๆ ที่รู้ว่าหลักฐานการโอนเงินซับซ้อนนั้นยาก แต่พวกที่ได้รับเงินส่วนหนึ่งเงียบสนิท คงรู้ในใจว่า กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง ปฏิเสธไปก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะฐานะ ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
แกนนำบางคนพลิกสภาพจากความกระจอกๆ ใช้บะหมี่สำเร็จรูปมานานหลายปี ใส่ผักบุ้งตามแนวรั้ว ม.รามคำแหง จนแทบไม่ได้ขยายพันธุ์ มีบ้านอยู่หรูหรา รถยนต์ราคาเป็นล้านนั่ง พร้อมบริวารแวดล้อมเป็นองครักษ์ สิ่งเหล่านี้หามาได้อย่างไร เมื่อไม่มีอาชีพสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ!
บางรายยังมียางอายเหลือ ตัวเองอยู่ในสภาพใกล้ล้มละลาย แต่ครอบครัวมีกิจการธุรกิจเฟื่องฟู พร้อมจะเป็นแหล่งค้ำจุน ถ้าไม่มีแผ่นดินอยู่ การร้องเอะอะโวยวาย หาหลักฐาน ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองได้เงินมาแล้วอมไว้เป็นค่าหัวคิว เอาเงินไปจ่ายให้พวกมาชุมนุมเล็กน้อยนั้น เป็นการแก้เกี้ยว
แถมยังตะแบงเลี้ยวไปหาเรื่องอื่นมากลบ เช่น ความเป็นสีม่วง!
การโอนเงินจากต่างประเทศ โดยเฉพาะดูไบนั้น มีจริง แม้คนหนีคุกจะอ้างว่าเป็นการเต้าข่าว! ต้องการหลักฐานว่าโอนมาจากใคร?
ได้เลย! ขออย่างเดียว ให้กล้ายอมรับ ถ้าเป็นจริงตามหลักฐาน บอกไว้หลายครั้งแล้วว่า คนหนีคุกอยู่ดูไบนั้น ต้องพึ่งพาคนท้องถิ่น ซึ่งต้องเป็นคนสำคัญ มีอิทธิพล เส้นสายสัมพันธ์ในรัฐบาล เพราะการติดสินบนนั้นมักเป็นวิธีต่อยอดการทำธุรกรรม ซึ่งไม่ต้องการให้กฎหมายมาเกี่ยวข้อง
หรือจำเป็นต้องอาศัยเส้นทางลัด เข้าถึงผู้ใหญ่ เพื่อให้งานเดิน ปราศจากอุปสรรค ซึ่งเป็นสภาวะธรรมดาสำหรับการทำธุรกิจในแดนอาหรับ ที่ผ่านมา คนหนีคุกใช้ทั้งนักธุรกิจไทยเป็นตัวแทน จัดการตั้งแต่การซื้อ บริหาร และจัดการขายสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งตีกินข่าวมานาน
เมื่อต้องไปปักหลักในดูไบ ก็มีคนแนะนำให้รู้จักคนสำคัญในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คือ Dr.Khalid M. Kadfoor Al-Mehairi ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสำนักงานทนายความและที่ปรึกษากฎหมายชื่อ Emiratess Advocates & Legal Consultants ในยูเออี มีสาขาเครือข่ายในหลายประเทศ Dr.Khalid เป็นผู้เชี่ยวชาญการค้าระหว่างประเทศ กฎหมายการเงิน การคลัง การธนาคาร การป้องกันการฟอกเงิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เคยเป็นที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมของยูเออีนานกว่า 25 ปี
นอกจากนั้นมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา คอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญาเกี่ยวกับอาชญากรรมไฮเทค เรียนจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยดังๆ รวมทั้งวิชากฎหมายจากฮาร์วาร์ด ดังนั้น จึงเป็น “ขาใหญ่” มีเครือข่าย อิทธิพลกว้างขวางในแดนอาหรับ
ธุรกรรมทางการเงินของ “ทักษิณ” จึงต้องใช้บริการของ Dr.Khalid โดยตลอด จำนวนที่เกี่ยวข้องในการลงทุนผ่านที่ปรึกษารายนี้มากมาย
ผู้เปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้ก็คือคนไทย ซึ่งเคยทำงานให้ “ทักษิณ” นั่นแหละ เป็นที่คาดการณ์ว่า เงินของ “ทักษิณ” ในดูไบมีจำนวนเป็นพันๆ ล้านบาท แต่ไม่ถึงระดับหมื่นล้านบาท ถ้าเทียบกับมูลค่าของเงินดูไบ
นับว่าไม่น้อย และเงินส่วนใหญ่ก็ยัง “จม” อยู่ภายใต้การจัดการของแขกอาหรับผู้นี้ ซึ่งเครือข่ายของคนดังก็เป็นตัวเชื่อมโยงในการโอนเงินผ่านแหล่งสถาบันการเงินในฮ่องกง และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดเปิดด้านการเงิน
การโอนแต่ละครั้งเพื่อเป็นน้ำเลี้ยงในเมืองไทย มีประมาณ 1 หรือ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อความสะดวก และไม่ให้พวกแกนนำเคลื่อนไหวมวลชนรวยเร็วเกินไป ขณะที่ผลงานในการล้มรัฐบาล การปลุกระดมมวลชนยังต่ำกว่าเป้า
ในสิงคโปร์นั้น สถาบันการเงินเปิดช่องให้มีบัญชีเงินฝากเป็นเงินบาทได้ เมื่อแปลงค่าเงินแล้วก็หอบเข้ามาในเมืองไทย โดยคนที่พนักงานศุลกากรหรือตำรวจไม่กล้ายุ่ง ในยุค “ทักษิณ” เป็นใหญ่ เคยขนกระเป๋าเดินทาง “หลุยส์ วิตตอง” มากถึง 20 ใบ ต้องใช้รถตู้ 2 คันขนกลับเข้าบ้าน
เมื่อโอนเข้าเมืองไทยแล้ว แต่ละครั้งก็จะเอาไปแลกเป็นเงินแบงก์ย่อยไม่ใช่ธนบัตรใหม่ แจกจ่ายไปยังเครือข่ายในการปลุกระดมมวลชน ก่อนหน้านี้คุณนายใหญ่สั่งคุมเข้ม เพราะเงินบางส่วนถูกผันไปใช้จ่ายในการขนนักบันเทิง ร้องรำทำกิน ประกอบธุรกิจไซด์ไลน์ไปบำบัดความเครียดคนที่นั่น
ช่วงหลังนี้ ใช้เงินจากบ้านใหญ่ คุณนายสั่งจ่ายเอง เพื่อให้ “ลุย” เต็มสูบ หลังจากแขกอาหรับสร้างปัญหาเรื่องเบี้ยว ทำให้ “ทักษิณ” แทบกระอักเลือด
เรื่องนี้ยังไม่จบ น่าจะมีต่อ ถ้าข้อมีข้อมูลใหม่ซิงๆ นิ! อิอิอิ!!!



