
ตรุษจีนสีชมพู...
ตรุษจีนมีมานานนับกว่าพันปีแล้ว ส่วนวันวาเลนไทน์กล่าวกันว่า เพิ่งจะเป็นที่รู้จักกันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เอง
วันวาเลนไทน์เป็นวันแห่งความรักตามความเชื่อของฝรั่ง ส่วนวันตรุษจีนเป็นวันขึ้นปีใหม่ เป็นเทศกาลประเพณีไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษของคนจีน เมื่อวันทั้งสองบังเอิญมาตรงกันในปีนี้ ที่ในเมืองไทยจึงดูแปลกไปจากปีก่อนๆ ที่ผ่านมาแล้วมาก
เป็น “วันตรุษจีนสีชมพู” ก็น่าจะเรียกได้อย่างนั้น
วันตรุษจีนในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ในวันพรุ่งนี้ เราจึงได้ยินคำว่า ฉลองตรุษจีนด้วยรัก วันตรุษจีนแห่งความรัก หรือว่า รักหวานแหววในวันตรุษ ที่มี “อั่งเปาคู่รัก” อะไรในทำนองนี้ เป็นการควบวันตรุษจีนเข้ากับวันวาเลนไทน์ได้อย่างลงตัวยิ่ง
ยกตัวอย่างว่า ในพิธีแต่งงานใต้น้ำของคู่บ่าวสาวปีนี้ ก็จะมีการเชิดสิงโตใต้น้ำควบเข้าไปด้วย อย่างนี้เป็นต้น
ในแง่ธุรกิจการตลาดแล้ว จึงคาดว่าวันทั้งสองนี้จะมีเงินแพร่สะพัดทั่วประเทศมากยิ่งกว่าปีก่อนๆ เพราะจะผสมปนเปไป มีนับตั้งแต่เครื่องเซ่นไหว้ อย่างอาหาร ผลไม้ ลงมาจนถึงดอกไม้ ขนมเทียน ขนมเข่ง และขนมช็อกโกแลต
และผมก็เพิ่งจะรู้ว่า วันตรุษจีนเดี๋ยวนี้มีการเคานท์ดาวน์ หรือว่านับถอยหลังด้วย
จากรายงานของหน่วยงานทางเศรษฐกิจคาดว่า ทั้งวันตรุษจีนและวันวาเลนไทน์ปีนี้ จะมีเม็ดเงินสะพัดทั่วประเทศรวมกันมากถึง 4 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ งานทั้งสองนี้รวมกันก็ประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาทแล้ว
ทั้งนี้แม้ว่าสินค้าข้าวของต่างๆ จะแพงขึ้นก็ตาม คนไทยทั้งผู้ใหญ่และที่เป็นหนุ่มสาววัยรุ่น ต่างก็จะมีส่วนที่ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยว นับตั้งแต่โรงแรมที่พัก ร้านอาหารและอื่นๆ คึกคักขึ้น
การ “จ๊ะเอ๋” กันของวันตรุษจีนกับวันวาเลนไทน์ สำหรับเมืองไทยเราในปีนี้จึงมีแต่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจของประเทศ
เท่าที่มีการสำรวจมา ตลาดตรุษจีนส่วนใหญ่เป็นของผู้ใหญ่คนไทยเชื้อสายจีน ที่ยังคงยึดถือประเพณีอยู่อย่างเหนียวแน่น มีมากถึงร้อยละ 98 ในขณะที่ตลาดวาเลนไทน์แน่นอนเป็นของวัยรุ่นโดยทั่วไป มากถึงร้อยละ 86
อาจเป็นเพราะวันตรงกันก็เป็นได้ในปีนี้ ที่วันวาเลนไทน์ของวัยรุ่นดูจะหงอยๆ ลงไปไม่คึกคักเท่าที่ควรเหมือนปีที่ผ่านๆ มา “วันตรุษจีนสีชมพู” แทบจะกลบวันวาเลนไทน์ให้หายไปเลยก็ว่าได้ ถามวัยรุ่ รายหนึ่งเขาบอกว่า ดีแล้ว เงียบๆ อย่างนี้ ผู้ใหญ่จะได้ไม่มาเที่ยวจุ้นจ้านกับพวกเรา...
ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ และแฮปปี้วาเลนไทน์ ครับ



