
ลดค่าเงินด่อง"ธปท."ห่วงเวียดนามบี้ไทยหนัก
ธปท.มองเวียดนามลดค่าด่องกระทบวงจำกัด เอกชนส่งออกรับต้องแข่งขันดุเดือดมากขึ้น แนะธปท.ดูแลค่าเงินบาทให้นิ่ง ต้องไม่แข็งเกิน 33 บาทต่อดอลลาร์
เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางเวียดนามได้ประกาศลดค่าเงินด่องลง 3.4% เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือน หลังจากลดค่าเงินลง 5.4% เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 แต่ยังคงอนุญาตให้ค่าเงินเคลื่อนไหวบวกลบไม่เกิน 3% ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความสมดุลให้อุปสงค์และอุปทานเงินด่อง และเพิ่มสภาพคล่องในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รวมทั้งควบคุมการขาดดุลการค้าและสร้างเสถียรภาพให้ระบบเศรษฐกิจมหภาค
ด้านดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การประกาศลดค่าเงินดองลงอีก 3.4% ถือเป็นมาตรการต่อเนื่องของเวียดนาม ที่ต้องการแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า ส่วนผลกระทบที่มีต่อผู้ประกอบการส่งออกของไทย เชื่อว่า เกิดขึ้นคงอยู่ในวงจำกัด และถ้าดูจากตัวเลขเงินเฟ้อของเวียดนาม ก็อยู่ในระดับที่สูงกว่าประเทศไทยจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนการผลิตของเขาสูงกว่าไทยค่อนข้างมากด้วยเช่นกัน
สำหรับการดำเนินนโยบายการเงิน ของ ธปท. นั้น ธปท.จะพิจารณาจากความเหมาะสมในหลายๆ ด้านประกอบกัน โดยเฉพาะเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและตัวเลขเงินเฟ้อ
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การลดค่าเงินเวียดนามไม่ถือเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย เนื่องจากเวียดนามต้องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ แต่การลดค่าเงินดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความกังวลต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น และอาจลดความเชื่อมั่นได้
"ประเด็นที่ไทยจะได้รับผลกระทบจากการลดค่าเงินด่องของเวียดนาม คือ ขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการส่งออกของสินค้าไทย ที่ต้องแข่งขันกับสินค้าเวียดนามมากขึ้น พร้อมกับแสดงความเห็นว่า ธปท.ควรบริหารค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ และไม่ควรปล่อยให้แข็งค่ามากกว่า 33 บาทต่อดอลลาร์"
ขณะเดียวกัน นายไพรัช บูรพชัยศรี กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย ยอมรับว่า การลดค่าเงินด่องของเวียดนามจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเวียดนามถือเป็นคู่แข่งสำคัญทางการค้าของไทยในสินค้าหลายรายการ การที่เวียดนามปรับลดค่าเงินก็เพื่อต้องการดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศให้หันเข้าไปลงทุนมากขึ้น



