ข่าว

"ปชป."หนุน"คลายล็อกดาวน์" หวังเดินหน้าเศรษฐกิจคู่สาธารณสุข

"ปชป."หนุน"คลายล็อกดาวน์" หวังเดินหน้าเศรษฐกิจคู่สาธารณสุข
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

"ปริญญ์-ดรุณวรรณ" หนุนมาตรการ" คลายล็อกดาวน์"1 ก.ย. นี้ หวังเดินหน้าเศรษฐกิจคู่สาธารณสุข แนะรัฐขยายผลมาตรการ GOOD PRACTICE ให้ครอบคลุมเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนสู่การเปิดประเทศ

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรค และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันแถลงข่าวหนุนมาตรการคลายล็อกดาวน์ที่จะเกิดขึ้นใน 1 ก.ย. นี้ โดยนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กล่าวว่า ขอบคุณ ศบค. ที่มีการคลายล็อกดาวน์ให้ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านตัดผม ร้านนวด ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ กลับมาให้บริการได้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีมาตรการบางอย่างที่อาจต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น อาทิ การกำหนดให้นั่งทานในร้านอาหารได้ 50% หรือ 70% รวมถึงการสั่งงดจำหน่ายแอลกอฮอล์ในร้านอาหารและควบคุมเวลาปิดอย่างต่อเนื่องนั้น อาจไม่เหมาะสมกับลักษณะของบางร้าน และอาจสร้างความลำบากให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่มาใช้บริการได้ อีกทั้งมาตรการเหล่านี้ไม่ได้ช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่ม

 


 

นอกจากนี้ การล็อกดาวน์ในช่วงที่ผ่านมา ได้ทำให้ผู้ประกอบการและลูกจ้างที่อยู่นอกเหนือกลุ่มธุรกิจดังกล่าวอีกจำนวนมาก ได้รับผลกระทบต่อเนื่องมานานนับปี และยังเข้าไม่ถึงการเยียวยาของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นฟิตเนส สปา สถานบันเทิง ออแกไนซ์จัดงาน และกลุ่มธุรกิจกลางคืน เป็นต้น จึงอยากให้ศบค. พิจารณาถึงความเดือดร้อนของกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ และเตรียมมาตรการคลายล็อกดาวน์ที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วน รวมทั้งอนุญาตให้ประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อยหนึ่งเข็ม สามารถเข้าใช้บริการได้ด้วย เพื่อทำให้ธุรกิจภาคกลางวันและกลางคืนกลับมาเดินหน้าต่อได้เหมือนเดิม ก่อนที่จะเปิดประเทศในเดือนตุลาคมนี้

 

“การออกกำลังกายเป็นผลดีสำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันในช่วงที่มีโรคระบาด ดังนั้นกลุ่มธุรกิจฟิตเนสจึงสมควรเป็นธุรกิจต่อไปที่ได้รับการคลายล็อก รวมถึงกลุ่มธุรกิจบันเทิงและธุรกิจกลางคืนด้วย เพราะพวกเขาโดนสั่งปิดกิจการมานานเกินไปแล้ว และตอนนี้ต่างก็ได้เตรียมความพร้อมด้านมาตรการป้องกันโรคสำหรับการกลับมาเปิดให้บริการไว้เป็นอย่างดี ไม่ต่างจากกลุ่มธุรกิจอื่น”

 

ด้านนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ทางด้านเศรษฐกิจจะมีการคลายล็อกดาวน์แล้ว แต่ มาตรการด้านสาธารณสุขอย่างการสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อย ๆ ก็ต้องมีอย่างเคร่งครัดต่อไป และในขณะเดียวกันรัฐบาลควรเร่งกระจายการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมไม่น้อยกว่า 70% ของจำนวนประชากร โดยเฉพาะการเร่งฉีดให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 โรค และหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป หรือที่เรียกว่ากลุ่ม 608 ให้มารับการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงและเสียชีวิต 


 

นางดรุณวรรณ กล่าวต่อว่าจากการทำงานของ ศปฉ.ปชป. และรายงานของกรมควบคุมโรคพบว่าการติดเชื้อโควิด 19 ส่วนใหญ่เป็นการติดจากคนใกล้ชิด เพื่อนร่วมงาน และคนในครอบครัว โดยไม่สามารถรู้ได้ว่าตัวเราหรือคนรอบตัวติดเชื้อหรือไม่ ดังนั้นทุกคนจึงต้องป้องกันตนเองอย่างสูงสุด (Universal Prevention) จึงมีข้อเสนอให้มีการขยายผลการจัดทำ GOOD FACTORY PRACTICE ให้ครอบคลุมสำหรับทุกโรงงานและนำมาปรับใช้สำหรับองค์กรต่าง ๆ  ซึ่งเป็นมาตรฐานที่กรมอนามัยเป็นผู้กำหนดทั้ง 4 มาตรการเพื่อโรงงานปลอดภัย ได้แก่มาตรการด้านการป้องกันโรค มาตรการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม มาตรการเสริมสำหรับโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่มาตรการเมื่อพบผู้ติดเชื้อ 

 

“ต้องยอมรับว่าเรายังต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางโควิด นอกเหนือไปจากโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว องค์กรขนาดเล็กที่มีจำนวนพนักงานต่ำกว่า 50 คนแต่ละแห่งก็ควรมี Good Practice เป็นของตัวเองเช่นเดียวกันภายใต้มาตรการควบคุมโรค เพื่อให้ทุกภาคส่วนเตรียมปรับตัวเข้าสู่ยุคนิว นอร์มอล (New normal) สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้โดยเร็ว” นางดรุณวรรณ กล่าว

 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด