
พักยกรอฝ่ายค้าน
ก็ใช่ว่าเมื่อเลื่อนการพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปแล้วจะหมายความว่า ระเบิดลูกใหญ่ที่วางเอาไว้ จะถูกถอดชนวน
ผู้สันทัดกรณียืนยันตรงกันว่า แค่วิปรัฐบาลตัดสินใจขอเลื่อนการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเพียงแค่ชั่วคราว เพื่อรอจังหวะงามๆ ไว้ซัดเข้าเต็มข้อนั่นแหละ
เพราะความพยายามแก้รัฐธรรมนูญเป็นความพยายามของพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองไปอย่างสมบูรณ์แบบ
เกมแก้รัฐธรรมนูญที่เริ่มตั้งแต่ก่อนเปิดประชุมสภาสมัยนี้ เดินเครื่องล้อไปกับท่าทีของฝ่ายค้านที่พยายามจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
แต่เมื่อฝ่ายค้านยังไม่พร้อมเพราะยังมี "งานใหญ่" วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ศาลนัด ก็เลยต้องเลื่อนออกไป แต่เมื่อศาลเลื่อนวันพิพากษาคดีร่ำรวยด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 7.6 หมื่นล้านบาท ออกเป็น 26 กุมภาพันธ์ ฝ่ายค้านก็เลยติดงานต่อเนื่อง
เมื่ออ่านกันขาดอย่างนี้ ประชาธิปัตย์ก็เลยเล่นเกมยื้อ-เย่อกับพรรคร่วมรัฐบาล ...จากประชุมที่กระบี่ ต่อเนื่องที่กรุงเทพฯ และมีมติออกมาว่าไม่ร่วมแก้รัฐธรรมนูญ ตรงนั้นใครๆ บอกว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ จะยอกในอก เพราะเป็นคนรับหน้าเสื่อเคลียร์กับพรรคร่วมทั้งหมด แต่มีคนมองว่า คนที่เจ็บลึกยิ่งกว่าน่าจะเป็น บรรหาร ศิลปอาชา
ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคชาติไทยพัฒนา และภูมิใจไทย ที่แสดงต่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในงานวันเกิด สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ด้วยการชิงเดินทางกลับทันทีที่รู้ว่า อภิสิทธิ์ กำลังจะมาถึง นั่นคือสัญญาณอันชัดเจน
นี่ยังไม่นับถึงเรื่องราวที่ร้าวกันไปถึงงบประมาณที่ว่ากันว่า เลือกจะเปิดท่อเทลงในบางพื้นที่
อย่าว่าแต่พื้นที่พรรคฝ่ายค้านเลย แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์เอง ถ้าเป็นงบจาก "กระทรวงคลองหลอด" ก็ไม่ได้ไหลคล่องเหมือนผ่านท่อพีวีซีขนาด 10 นิ้ว
เรื่องราวที่ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯ ที่จู่ๆ ก็ทะลุกลางปล้องว่า จะหั่นงบไทยเข้มแข็ง โดยเฉพาะ "ถนนปลอดฝุ่น" ก็ใช่ว่าจะไม่มีที่มาที่ไป แต่เบื้องลึกเบื้องหลังก็คือ เสียงคร่ำครวญของฝ่ายที่ไม่สามารถต่อท่อได้ถึง
เมื่อต่างฝ่ายต่างตอบโต้ด้วยพละกำลังเท่าที่มีอยู่อย่างนี้ถามว่า อยากจะแยกทางจากกันหรือไม่ ...ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่คงจะถูลู่ถูกังกันไป
แต่วันไหนที่ฝ่ายค้านชัดเจนว่าจะยื่นญัตติซักฟอกเมื่อไหร่ วันนั้นก็คงได้เห็นแรงดันแก้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง



