ข่าว

แผนเสื้อแดงระดมมวลชนตั้งเป้า1ล้านก่อน26ก.พ.

แผนเสื้อแดงระดมมวลชนตั้งเป้า1ล้านก่อน26ก.พ.

11 ก.พ. 2553

เปิดแผนเสื้อแดง ระดมมวลชนตั้งเป้า 1ล้าน เผย”ทักษิณ”สั่งลุยใช้”เครือข่ายโรงเรียนแดงทั่วปท. 459 องค์กร”บวกจัดตั้งเป็นกำลังหลัก ขนองค์กรละ 2 พันคน เข้ากทม.ล่วงหน้า 1 สัปดาห์ “แกนนำแดง”ไม่เลิกระส่ำแตกคอชุมนุม ยังไม่เคาะก่อน-หลังคดียึดทรัพย์ รอฟันธงก่อน 20 กพ

 (11ก.พ.) มีรายงานข่าวจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.)และพรรคเพื่อไทยว่า สำหรับความเคลื่อนไหวในการเตรียมความพร้อมชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ล่าสุดในวันนี้( 11 กพ.)แกนนำนปช.ได้มีการประชุมกำหนดยุทธศาตร์ในการเคลื่อนไหว ปรากฎว่าแกนนำนปช.ได้มีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องเรื่องการกำหนดวันชุมนุมใหญ่ โดยแกนนำนปช.ในส่วนของนายวีระ มุสิกะพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มีความเห็นว่าควรชุมนุมล่วงหน้าก่อน 1 - 2 วัน ก่อนถึงวันที่ 26 กพ.ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

 เนื่องจากเป็นช่วงที่สถานการณ์การเมืองสุกงอมและขณะนี้มีความพร้อมด้านมวลชนเรียบร้อยแล้ว แต่แกนนำในซีกของอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยเช่น นายนิสิต สินธุไพร ผอ.โรงเรียนผู้นำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน นพ.เหวง โตจิราการ เห็นว่า ควรชุมนุมหลังจากการที่มีการตัดสินคดียึดทรัพย์เสร็จสิ้น เพื่อไม่ให้เสียแนวร่วมส่วนใหญ่และทำให้ถูกรัฐบาลโจมตีเนื่องจากมีภาพความเคลื่อนไหวเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณเพียงคนเดียว และหากชุมนุมลากยาวก็อาจทำให้มวลชนเหนื่อยล้า จึงทำให้มีการเสนอว่า ควรมีการโหวตในที่ประชุมแกนนำนปช.ให้ได้ข้อสรุป ก่อนการแถลงข่าวนัดชุมนุมใหญ่เป็นทางการวันที่ 20 กุมภาพันธ์

 แหล่งข่าวจากแกนนำกลุ่มนปช.เปิดเผยว่า แกนนำกลุ่มนปช.ได้รายงานความพร้อมด้านมวลชนต่อพ.ต.ท.ทักษิณได้รับทราบว่า ขณะนี้มวลชนเสื้อแดงมีความพร้อมอย่างมากในการขับเคลื่อนชุมนุมใหญ่ได้ทันที่ที่ได้รับสัญญาน หลังจากก่อนหน้านี้ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนผู้นำเสื้อแดงทำให้ขณะนี้มีเครือข่ายแนวร่วมกลุ่มเสื้อแดงในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศเกิดขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งตามแผนกลุ่มมวลชนจากเครือข่ายที่ผู้นำองค์กรแดงไปสร้างไว้จะเป็นกำลังหลักในการต่อสู้ เนื่องจากการชุมนุมครั้งนี้พ.ต.ท.ทักษิณได้ย้ำกับแกนนำเสื้อแดงว่า จำนวนมวลชนเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้ และอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้กลุ่มเสื้อแดงได้รับชัยชนะ

 ทั้งนี้แผนการระดมกำลังมวลชนจะเป็นไปตามแผนที่พ.ต.ท.ทักษิณและแกนนำกลุ่มเสื้อแดงได้สรุปไว้ ซึ่งได้วางมีการวางเป้าหมายว่า จะต้องมีคนมาร่วมชุมนุมให้ได้จำนวน 1 ล้านคน โดยแบ่งโครงสร้างมวลชนเป็น 3 ส่วน คือ 1. มวลชนที่กลุ่มเสื้อแดงและส.ส.เพื่อไทยสร้างเครือข่ายไว้เป็นกลุ่มหรือองค์กรต่างจำนวน 459 องค์กร แบ่งเป็น ภาคเหนือ 107 องค์กร ภาคเหนือ 100 องค์กร ภาคกลาง 80 องค์กร ภาคใต้ 14 องค์กร และกทม.158 ส่วนที่ 2. มวลชนจากการจัดตั้งของส.ส.ในพื้นที่กทม.และโดยรอบปริมณฑล ส่วนที่ 3.มวลชนที่มาร่วมชุมนุมตามธรรมชาติ

 “ในการระดมกำลังมวลชน ภาคกทม.และจังหวัดใกล้เคียง จะเป็นศูนย์กลางในการดูแลทั้งในด้านอำนวยความสะดวกและปัจจัยต่าง เพื่อนำคนมาแสตนด์บายเป็นกำลังหลักในพื้นที่กทม. คือ แกนนำองค์กรเสื้อแดงกทม.รวมถึงส.ส.พท.ต้องหามวลชนมาให้ได้องค์กรละ 1 - 2 หมื่นคน หรือหาให้ได้ 2 - 3 แสนคน ในฐานะที่มีความสะดวกมากกว่าเพราะอยู่ในพื้นที่ หากคิดเป็นสัดส่วนในการระดมมวลชนก็คือ กทม.ร้อยละ 30 ต่างจังหวัดร้อยละ 70 และจะต้องนำคนเข้ามากทม.ก่อนการชุมนุมใหญ่ล่วงหน้า 1 สัปดาห์ และรอกำลังเสริมจากต่างจังหวัดเราได้กำหนดไว้เบื้องต้นเฉลี่ยจากเป้าหมายใหญ่ 1 ล้านคน คือ องค์กรละ 1 - 2 พันคน จาก 459 องค์กร เช่น ในภาคอีสานอย่างจังหวัดร้อยเอ็ด ก็จะมีคณะกรรมการผู้นำเสื้อแดงแต่ละอำเภอ หรือจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งมีอยู่ 7 กลุ่ม องค์กร เหล่านี้เราก็มีการเตรียมแผนตามโครงสร้างขององค์กรไว้หมดแล้ว ส่วนความเคลื่อนไหวใต้ดินนั้นก็แยกกันคนละส่วน“แหล่งข่าวจากแกนนำเสื้อแดงกล่าว

รบ. เครื่องร้อนเตรียมสอบเส้นทางเงินเสื้อแดง

 นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกรัฐบาล ระบุว่ามีการพบเส้นทางเงินผ่านไปยังบัญชีเงินฝากแกนนำคนเสื้อแดง ว่า เรื่องนี้สายข่าวความมั่นคงจะตรวจสอบทุกๆด้าน หลังจากพบว่าข้อมูลดังกล่าวมีความเป็นไปได้ ส่วนจะมาด้านไหนมาอย่างไรก็เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพราะว่ามีความผิดปกติ โดยมีทั้งหิ้วเงินเข้ามาและผ่านทางบัญชี ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ต้องไปถามนายปณิธาน เองจะมีความชัดเจนกว่า

 ดีเอสไอรับลูกรบ.สอบโอนเงินเสื้อแดงป่วน

 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ กล่าวถึงกรณีนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุ พบมีการโอนเงินจากต่างประเทศเข้ามามากผิดปกติตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ว่า กรณีนี้ทางดีเอสไอสามารถเข้าไปดำเนินการตรวจสอบได้เลย เพราะจากการตรวจสอบของคณะทำงานพบว่าเป็นความผิดใน 27 คดีพิเศษ เข้าข่ายตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ถือเป็นกฎหมายพิเศษ ดีเอสไอสามารถดำเนินการได้เลย

 ทางดีเอสไอจะเริ่มดำเนินการสอบสวนที่มาที่ไปทันที เนื่องจากกรณีนี้อยู่ในความสนใจ และถือเป็นหน้าที่ ส่วนในเรื่องของข้อมูลก็ต้องมีการขอข้อมูลไปยังรัฐบาลด้วย รวมถึงประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ป.ป.ง.) เป็นต้น เพื่อร่วมกันดำเนินการตรวจาสอบหาข้อเท็จจริงต่อไป ว่าเงินมาจากแหล่งใด หรือ มาจากนักลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น