
ปลูก "ดาวเรือง" ในเรือนจำ บำบัดผู้ต้องขัง-สร้างรายได้
โครงการ "เกษตรชีวภาพบำบัด" ของทัณฑสถานบำบัดพิเศษ ต.คลองห้า อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ภายใต้ความคิดริเริ่มของผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษคลองห้า "อารีย์ เฉลยสุข"
ไม่เพียงการติดอาวุธทางปัญญาทางด้านอาชีพให้แก่ผู้ต้องขังเท่านั้น แต่ยังสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในแต่ละเดือนอีกด้วย
อารีย์ เล่าว่า ตนเองได้ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาจัดตั้งโครงการเกษตรชีวภาพบำบัดขึ้นมา ด้วยการปลูกต้นดาวเรืองปลอดสารพิษเพื่อจำหน่าย ซึ่งใช้พื้นที่การปลูกประมาณ 20 ไร่ ภายในเรือนจำ โดยเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ สอนการปลูกแบบชีวภาพ ที่ผ่านมาได้ผลเกินคาด สามารถเก็บดอกขายวันละร่วมแสนดอก แต่ละดอกสีสวย ดอกใหญ่ กลิ่นหอม ไม่เหมือนกับต้นที่ปลูกด้วยปุ๋ยเคมี
"การปลูกดาวเรือง นอกจากเป็นการบำบัดความเครียดของผู้ต้องขัง ทำให้มีจิตใจที่เยือกเย็นลงแล้วยังสามารถนำผลผลิตของผู้ต้องขังไปขายเป็นรายได้อีกด้วย อย่างขณะนี้ประเทศไทยมีความต้องการดอกดาวเรืองวันละ 3 ล้านดอก ส่วนตลาดต่างประเทศก็มีความต้องการดอกดาวเรืองมากเหมือนกัน เช่น อินเดียก็มีความต้องการดอกดาวเรืองมากถึง 10 ล้านดอกต่อวัน"
ผอ.ทัณฑสถานบำบัดพิเศษคลองห้ามั่นใจว่าหากผู้ต้องขังนำไปประกอบอาชีพเมื่อพ้นโทษก็จะสามารถอยู่ได้อย่างสบายๆ เพียงแค่มีที่ดินเพียง 1-2 ไร่ นอกจากนั้นผู้ต้องขังที่เข้าร่วมโครงการยังจะมีปันผลรายได้ให้แก่ผู้ต้องขังเพื่อเป็นทุนในการประกอบอาชีพเมื่อพ้นโทษออกไป โดยใช้พื้นที่ทั้งหมดจำนวน 20 ไร่ ใช้เวลาการเพาะปลูกแบบชีวภาพตั้งแต่เพาะต้นกล้าจนเก็บเกี่ยวได้ ใช้เวลาเพียง 50 วัน ก็จะสามารถเก็บดอกดาวเรืองส่งออกขายได้อย่างต่ำวันละ 6 หมื่นดอก
"ผลการปลูกเป็นที่น่าภูมิใจ เพราะดอกดาวเรืองที่ได้มีสีสันสวยงาม มีดอกขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก จนมีนักธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายดอกไม้หรือนักธุรกิจที่รับจัดสถานที่จัดเลี้ยง สั่งยอดจองกันเป็นจำนวนมาก เพราะดอกดาวเรืองของเราเป็นดอกไม้ที่ไม่มีสารพิษ สามารถจับต้อง ดม หรือทำเป็นดอกพวงมาลัยห้อยคอได้โดยไม่เกิดอาการแพ้ เหมือนกับดอกไม้ที่บางที่ปลูกด้วยสารเคมี" เขาเผยถึงข้อดี
สมชาย (ขอสงวนนามสกุล) อดีตนักโทษข้อหายาเสพติดที่เข้าร่วมโครงการเกษตรชีวภาพบำบัด เผยว่า สมัครเข้าร่วมโครงการเกษตรชีวภาพบำบัด เนื่องจากที่บ้านมีที่ดินอยู่ประมาณ 3 ไร่ แต่ไม่ได้เพาะปลูกอะไร จึงอยากหาความรู้ทางด้านเกษตรและเป็นการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ในขณะที่เป็นนักโทษ
"ผลที่ได้รับอันดับแรกเลยคือเรื่องจิตใจ จากเดิมที่เป็นคนโมโหง่าย เอาแต่ใจ ก็ทำให้เป็นคนสุขุมเยือกเย็นขึ้น เพราะการเพาะปลูกจะต้องใช้ความอดทนและความละเอียดอ่อนในการเก็บ สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ ซึมเข้ามาในจิตใจจนกลายเป็นนิสัยในที่สุด อีกทั้งทางเรือนจำยังจะจัดเป็นศูนย์ช่วยเหลือเมื่อนักโทษที่พ้นโทษออกไปแล้วไปปลูกต้นดาวเรืองแต่ไม่มีที่จำหน่าย ทางเรือนจำก็จะเป็นศูนย์จำหน่ายให้แทน ผมคิดว่าดีกว่าไปทำงานเป็นลูกจ้างเขา ซึ่งอนาคตอาจจะไม่แน่นอน"
ด้านนายเบ็น มีราษี นักธุรกิจส่งออกดอกไม้ กล่าวว่า มีอาชีพค้าขายดอกไม้กับต่างประเทศ หลังจากเข้าเยี่ยมชมสวนดาวเรืองภายในเรือนจำแล้ว พบว่าเป็นดอกไม้ที่บริสุทธิ์ มีดอกใหญ่ สีสวยงาม และไม่เป็นอันตราย จึงมาสั่งซื้อเป็นประจำส่งให้ร้านทำดอกไม้ และบริษัทออแกไนเซอร์ที่ใช้ดอกไม้จัดสถานที่เป็นหลัก
"คิดว่าดอกไม้ชีวภาพเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพเพราะบางคนนำไปไว้ในบ้าน แขวนไว้หน้ารถ หากดอกไม้ที่นำไปมีพิษก็เท่ากับว่าเราได้สูดลมหายใจเอาพิษเข้าไปทุกวัน อาจจะอันตรายถึงชีวิตได้ และเชื่อว่าหากได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังก็สามารถเป็นศูนย์กลางจำหน่ายดอกไม้ในอนาคตได้" นักธุรกิจส่งออกดอกไม้รายเดิมกล่าวย้ำ
"เอกฆัมพร รุจิพุฒ"



