
เรือนชานบ้านเมือง-การบรรยายบ้านแม่-เมืองพ่อ ที่พอเพียงกับชัยมงคลคาถา3บท
ในวันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ มีความพิเศษอยู่ 3 ประการ ประการแรก คือ ตรงกับ วันวาเลนไทน์ หรือ วันแห่งความรัก" ประการที่ 2 ตรงกับ วันตรุษจีน เป็นช่วงการฉลองการขึ้นศกใหม่ของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน
และ ประการที่ 3 เป็นวันที่ผมจะบรรยายทางวิชาการในหัวข้อ “บ้านแม่-เมืองพ่อ ที่พอเพียง" จัดขึ้นที่ ท้องพระโรงวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร ย่านหน้าพระลาน ท่าช้าง สนามหลวง ซึ่งการบรรยายในครั้งนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นของผมแบบบูรณาการ ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ในอีกมุมมองหนึ่ง
ไม่แน่นะครับ อาจจะเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่จะเป็น “ทางเลือกอันเป็นทางรอด" ก็เป็นไปได้ เพราะลึกๆ สังคมไทยได้พัฒนาไปสู่หนทางที่ตีบตันย่ำอยู่กับที่ไร้ซึ่งทิศทางและอนาคต เปรียบเสมือนการลงเสาหลักปักฐานบนดินเลนเหลว ไม่มีความมั่นคง ดังนั้นอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ โดยการสนับสนุนชี้นำของคนเพียงหยิบมือ จึงเกิดปรากฏการณ์ “กีฬาสี” เกิดการยกพวกตีกัน ลงไม้ลงมือกัน ราวีกันไม่เลิกดังเช่นในปัจจุบัน
เมื่อพิจารณาดังนี้แล้ว สำหรับตัวผมจึงเชื่อว่า เราน่าจะหยุดพักยกดื่มน้ำเย็นกันสักครู่ ทำการ “เหลียวหลังเพื่อแลหน้า" มาทบทวนกันว่า สังคมไทยในอดีตมีข้อดี ข้อเสียกันอย่างไร อยู่กันอย่างไร ทำไมสังคมที่เคยเอื้ออาทร มีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน เป็นสังคมที่สุขสงบ ร่มเย็น เพียงไม่กี่ปี จากฝีมือคนเพียงไม่กี่กลุ่ม โดยมีผู้นำที่ชักใยอยู่เบื้องหลังเพียงไม่กี่คนก็สามารถปลุกปั่นให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ทะเลาะวิวาทกันแบบไม่เลือกสถานที่และเวลากันจนตกอยู่ในสภาพเละตุ้มเปะแบบไร้อนาคตได้ถึงเพียงนี้
ในการบรรยายหัวข้อ “บ้านแม่-เมืองพ่อ ที่พอเพียง" ผมจะมารื้อฟื้นถึงความหลังในยุค บ้านดี เมืองดี สังคมดี และคนดี โดยผมจะเล่าเรื่องราวผ่านรูปแบบอาคารบ้านเรือน ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และมีการคาดการณ์ถึงอนาคต เพื่อเตือนสติให้ “รู้เขารู้เรา” รวมไปถึง “รู้รักษ์สามัคคี" ในการบรรยายครั้งนี้ผมจะสอดแทรก “ชัยมงคลคาถา” 3 บท เพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยและสวัสดีมีชัยกันไปทุกท่าน จะว่าไปแล้วบรรดาคาถาเหล่านี้ถูกถ่ายทอดกันจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่งเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 2,500 ปี ล่วงแล้ว แสดงว่าเก่าแก่จริง และดีจริง ใช้ได้ผลจริง จึงยืนยงคงกระพันมาถึงปัจจุบันนี้ เป็นคาถาที่จะนำมาซึ่งความเป็นมงคลสูงสุดและชัยชนะเหนืออุปสรรค
คาถาบทแรก คือ “เยธัมมา" ที่ว่าด้วย “ธรรมเหล่าใดเกิดแก่เหตุ พระตถาคตทรงสอนให้ดับเหตุแห่งธรรมนั้น” ซึ่งได้สอนให้ศึกษาลึกลงไปจนถึงที่มาของ “เหตุ" และเรียนรู้ที่จะรับ “ผล" กระทบจากเหตุอันเกิดจากสภาพแห่งธรรมชาตินั้น ส่วนคาถาที่จะนำมาซึ่งชัยชนะและความเป็นมงคลต่อชีวิตบทที่ 2 คือ บท “กาลามาสูตร" เป็น “พระสูตร” ที่ตถาคตทรงเทศนาสอนชนเผ่า “กาลามะ” ว่าอย่า “ด่วนเชื่อ" เป็นอันขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ข่าวสาร ข้อมูลต่างก็อ้างว่าได้มาจากแหล่งข่าวจริง เป็นความจริงที่เชื่อถือได้ ก็เลยเป็นผลให้เราตกอยู่ในยุคความเป็นจริงที่ต้องหารสอง คาถาบทนี้แหละครับจะช่วยให้เรารอดพ้นจากการถูกหลอก ถูกล้างสมอง ถูกปลุกระดมมวลชน โดยผ่านกระบวนการโฆษณาชวนเชื่อจากสื่อต่างๆ อีกทั้งยังเป็นเครื่องเตือนสติมิให้เราฟังความแต่ฝ่ายเดียว แบบรู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ใส่สีตีไข่ จนทำให้เรื่องจริงกลายเป็นเรื่องไม่จริง หรือเรื่องไม่จริงกลายเป็นเรื่องจริง แบบ “ลับ ลวง พราง” ดังเช่นในปัจจุบัน ที่ไม่รู้ว่าใครพูดจริงกันแน่
สำหรับคาถาบทสุดท้าย ผมคิดว่าเป็น “ชัยมงคลคาถา” ที่สำคัญที่สุดและน่าจะเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด คือ “มัชฌิมาปฏิปทา" ซึ่งหมายถึงการเดินสายกลางแบบพอเพียง ไม่มากเกินไปหรือไม่น้อยเกินไป รู้ว่าอะไรควรไม่ควร ซึ่งความพอเพียงนี้มีทุกมิติครับ ทั้งในแง่ เศรษฐกิจแบบพอเพียง การเมืองแบบพอเพียง การใช้ชีวิตในสังคมแบบพอเพียง การกินการอยู่แบบพอเพียง รวมไปถึงอาคารบ้านเรือนแบบพอเพียง
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



